Facebook Twitter Google plus Line
3 วิธีปรับระบบเผาผลาญให้ได้ผล ลดน้ำหนักได้ไม่โยโย่
Post by : Wizz   Date : 06 ธ.ค. 60 09:00   Views : 1,388
Facebook Twitter Google plus Line
3 วิธีปรับระบบเผาผลาญให้ได้ผล ลดน้ำหนักได้ไม่โยโย่
3วิธีปรับระบบเผาผลาญให้ได้ผลลดน้ำหนักได้ไม่โยโย่


สาวๆหลายคนตั้งใจอยากจะลดน้ำหนักให้ได้ผลแต่ปรากฏว่าเมื่อลดน้ำหนักไปเรื่อยๆกลับเกิดอาการน้ำหนักค้างนิ่งอยู่กับที่ไม่ลดลงไปกว่าเดิมหรือในบางรายลดน้ำหนักได้แล้วแต่พอเผลอนิดหน่อยกลับกลายว่าต้องมาเจอกับอาการโยโย่นอกจากจะน้ำหนักไม่ลดลงแล้วยังเด้งมาหนักขึ้นกว่าเดิมแบบเท่าตัวหากลองเกิดอาการอย่างนี้แล้วเป็นไปได้ว่าสาวๆอาจเกิดปัญหาที่ระบบเผาผลาญเพราะร่างกายไม่ยอมเผาผลาญพลังงานหรือเผาผลาญได้ช้ามากๆจนทำให้น้ำหนักไม่ลดและเกิดอาการโยโย่ค่ะ

   หากลองเจอปัญหาแบบนี้แล้วมีแค่ทางเดียวที่จะช่วยสาวๆได้นั่นก็คือเราต้องมาฟื้นฟูระบบเผาผลาญกันใหม่คราวนี้จะได้กลับมาลดน้ำหนักให้ผอมเพรียวได้เหมือนเดิมส่วนวิธีการในการฟื้นฟูระบบเผาผลาญนั้นจะมีวิธีไหนกันบ้างตามเราไปดูกันเลยค่ะ

1.อย่างดแป้ง
   การลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีคือการจัดสมดุลให้ร่างกายเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามองว่าแป้งคือตัวร้ายและพยายามงดยิ่งจะเป็นการทำให้ระบบเผาผลาญของเราพังลงได้ง่ายๆค่ะเพราะฉนั้นทางที่ดีคือการจัดสรรการกินอย่างถูกวิธีและเลือกกินแป้งในปริมาณที่พอเหมาะรวมถึงควรเลือกประเภทของแป้งที่จะกินค่ะซึ่งหากสาวๆยังนึกไม่ออกว่าควรจัดการกินแป้งแบบไหน


2.เพิ่มกล้ามเนื้อ
   การออกกำลังเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อเป็นการช่วยกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญกลับมาดีดังเดิมได้ค่ะซึ่งการเพิ่มกล้ามเนื้อทำได้โดยการค่อยๆเพิ่มแคลอรี่ในอาหารซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงให้กินของมันของทอดนะคะแต่ควรเลือกกินแคลอรี่ที่ดีโปรตีนและวิตามินควรจัดสรรการกินให้พอกับที่ร่างกายต้องการค่ะในขั้นตอนนี้เป็นไปได้ว่าน้ำหนักของสาวๆจะขึ้นมาเล็กน้อยแต่ระบบเผาผลาญจะกลับมาดีและจะช่วยลดน้ำหนักได้แน่นอนค่ะ

 
3.ลดการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ
   การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอคือการออกกำลังกายที่เน้นการเบิร์นน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วซึ่งเป็นผลดีต่อคนที่ระบบเผาผลาญแบบปกติค่ะแต่สำหรับสาวๆที่ต้องการปรับระบบเผาผลาญควรเน้นไปที่การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งแทนโดยการเวทที่กล้ามเนื้อมัดใหญ่เป็นหลักทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อในร่างกายและสามารถทำให้ระบบเผาผลาญสามารถทำงานได้แบบปกติค่ะ

 

 





ขอขอบคุณที่มา:women.trueid.net
แสดงความคิดเห็น
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ