ติดต่อโฆษณา 
menu

สุขภาพแบ่งปัน

5 อาหารเพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้านโรคภัย ร่างกายเข็งเเรง

DREAM@ /

28 พ.ย. 62 11:00

6,385

5 อาหารเพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้านโรคภัย ร่างกายเข็งเเรง

เดี๋ยวก็ไอ เดี๋ยวก็จาม นี่ก็ท่าทางจะเป็นหวัดต่อ คุณเจอสถานการณ์เเบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเองบ่อยเเค่ไหนกันค่ะ? 

เพราะเหล่านี้้ล้วนเเต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ"ระบบภูมิคุ้มกัน" ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งในระบบที่มีความสำคัญต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมากเลยนะคะ เพราะมันจะคอยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันที่ไม่ให้เเบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ เข้ามาทำอันตรายต่อร่างกายของเรา ซึ่งถ้าถามว่าสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นมาจากอะไรบ้าง ก็มาจากมลพิษจากสิ่งเเวดล้อมรอบตัวเรา ไหนจะเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมาในอาหารที่เราไม่อาจมองเห็นได้ เหล่านี้เป็นสาเหตที่เร่งให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นภายในร่างกาย ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันที่คอยปกป้องเราอ่อนเเอลง  คราวนี้เชื้อโรคจากภายนอกก็จะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้อย่างง่ายดาย ผลที่ตามมาก็คือ คุณจะเจ็บไข้ได้ป่วยเอาง่ายๆ เเละนอกเหนือจากการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราเเข็งเเรงขึ้นเเล้ว คุณทราบหรือไม่ค่ะว่าการเลือกรับประทานอาหารบางชนิดก็ช่วยคุณได้ดีเหมือนกัน วันนี้เราลองรวบรวมมาฝากคุณกันเเล้วค่ะ...

1. โยเกิร์ต : เพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ลำไส้มีความสมดุล
"โยเกิร์ต" หนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพที่ไม่ได้มีประโยชน์เเค่ในเรื่องของความสวยความงามเเต่เพียงเท่านั้นนะคะ เพราะส่วนประกอบภายในโยเกิร์ตมีจุลินทรีย์โพรไบโอติก (Probiotic) เช่น เเล็กโตบาซิลลัสบัลการิคัส เเล็กโตบาซิลลัส คาเซอิ เเล็กโตบาซิลลัส อะซิโดฟิลลัส ที่มีส่วนช่วยในการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเราโดนตรง ในการป้องกันโรคที่เกิดจากจุลินทรีย์ก่อโรคเเละจุลินทรีย์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร คอยควบคุมเเบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกาย ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ เพราะจุลินทรีย์ชนิดที่ก่อโรคนั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียเเละติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เเต่โพรโบโอติกที่อยู่ในโยเกิร์ตนั้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน โดยจะกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้จัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย พร้อมช่วยเพิ่มระดับสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำลายเชื้อโรค


ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของโพรไบโอติก เช่น โยเกิร์ต เป็นประจำก็จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันวันละ 1 - 2 ถ้วย เป็นประจำทุกวันก็จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ เเละป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นด้วยใครอยากเริ่มต้นรับประทานโยเกิร์ตก็ลองเลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติ สูตรไขมันต่ำ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารมากที่สุด โดยไม่ได้รับน้ำตาลจากการปรุงเเต่งรสชาติเเละไขมันอิ่มตัวส่วนเกินมากจนเกินไปนั่นเองคะ 

2. ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เล่ย์  :  ช่วยลดเสี่ยงติดเชื้อไวรัส
มากันที่หมวดของธัญพืชเพื่อสุขภาพกันบ้างดีกว่าค่ะ หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าอาหารอย่างเช่น ข้าวบาร์เล่ย์ หรือข้าวโอ๊ตนั้นอุดมไปด้วยเบต้ากลูเเคน (Betaglucan) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบภูมิคุ้มกัน ต่อต้านเเบคทีเรียเเละลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสได้


วิธีการเริ่มต้นรับประทานที่ดี คุณอาจลองเลือกข้าวโอ๊ตชนิดที่สุกเร็วเเล้วนำมาต้มกับน้ำเดือด ใช้เเทนข้าวเเล้วปรุงเป็นข้าวต้ม โจ๊ก หรือกินพร้อมกับเครื่องดื่มอุ่นๆเช่น น้ำเต้าหู้ ส่วนข้าวบาร์เล่ย์ ให้ซาวน้ำเพียงเเค่ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการรักษาคุณค่าทางโภชนาการ จากนั้นก็นำไปหุงกับน้ำสะอาด ในอัตราข้าวบาร์เล่ย์ 1 ส่วนต่อน้ำ 2 ส่วน ในหม้อหุงข้าวปกติ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองเเล้วล่ะค่ะ

3. ส้ม ฝรั่ง กีวี : ช่วยต้านภูมิเเพ้ลดอาการหอบหืด
มาถึงคิวของผลไม้นานาชนิดกันบ้างดีกว่าค่ะ...สำหรับอีกหนึ่งกลุ่มอาหารที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของเราให้เเข็งเเรง ไม่เจ็บป่วยง่ายก็ต้องยกให้กลุ่มนี้อีกเหมือนกันค่ะ เพราะผลไม้เหล่านี้ให้วิตามินซีในปริมาณสูงเเละช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้านภูมิเเพ้เเละโรคในระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยทีเดียว ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ระบุว่า..วิตามินซีปริมาณสูงในผลไม้ช่วยยับยั้งการหลั่งของฮีสตามีน ซึ่งเป็นสารก่อให้เกิดอาการเเพ้ นอกจากนี้เเล้วยังเข้าไปทำลายโครงสร้างของสารดังกล่าว ส่งผลให้ปริมาณฮีสตามีนในเลือดลดลง อาการภูมิเเพ้จึงลดลงตามไปด้วยนั่นเองค่ะ


รวมไปถึงผลการศึกษาประสิทธิภาพการบรรเทาอาการของโรคหอบหืดด้วยผลไม้ พบว่า ในกลุ่มเด็กที่มีอายุ  6 - 7 ขวบ ที่กินผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเป็นประจำ มีอาการโรคหอบหืดลดลงโดยอาการหายใจลำบาก ซึ่งเกิดจากการตีบเเคบของทางเดินหายใจลดลงถึงร้อยละ 44 อาการหายใจเร็ว สั้นจนทำให้รู้สึกเหนื่อยลดลงร้อยละ 32 เเละอาการไอน้ำมูกไหลลดลงถึงร้อยละ 25 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มเด็กที่กินผลไม้น้อยกว่า 1 
ครั้งต่อสัปดาห์เลยล่ะค่ะ


ดังนั้นการกินผักหรือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ซึ่งก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเพียงส้ม ฝรั่ง หรือกีวี่ เเต่เพียงเท่านั้น คุณยังสามารถรับประทานผักหรือผลไม้ที่วิตามินซีสูงอื่นๆ ด้วยเช่นเดียวกัน เช่น เชอร์รี่มะละกอ ตำลึง ดอกเเค ผักกระเฉด ผักโขม มะขามป้อม เป็นต้น เหล่านี้ก็รับประทานด้วยได้เหมือนกัน **เเต่ก่อนรับประทานอย่าลืมล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน ผลไม้บางชนิดเมื่อปอกเเล้วควรกินเลยทันทีไม่ตั้งทิ้งไว้ สำหรับผักเองเมื่อล้างทำความสะอาดเเล้ว อาจจะนำไปปรุงด้วยความร้อนต่ำเพื่อให้คุณค่าจากวิตามินซียังคงอยู่ ไม่ละลายไปกับน้ำ เเละสูญสลายเนื่องจากอากาศเเละความร้อนนั่นเองค่ะ 

4. ยอดมะม่วงหิมพานต์ หัวหอม พริกหวาน  : เพิ่มพลังภูมิคุ้มกัน
นอกเหนือจากเหล่าผลไม้ที่กล่าวไปข้างต้นเเล้ว ประโยชน์จากผักอีกหลายชนิดก็มีส่วนช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเราด้วยเหมือนกันนะคะ "อนุมูลอิสระ"หนึ่งในการตัวการสำคัญที่คอยทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้ร่างกายของเราอ่อนเเอ  ดังนั้นการรับประทานอาหารอะไรก็เเล้วเเค่ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงก็ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายเเข็งเเรงมากขึ้นนั่นเองค่ะ  ซึ่งอาหารเหล่านั้นก็มักจะพบมากในผักผลไม้ที่มีสีสันสดใส มีสารพฤกษเคมีสูง เช่น พอลิฟีนอลที่พบมากในใบยอดมะม่วงหิมพานต์ ใบมันปู กะหล่ำปลีม่วง ผักกระเฉด  


หรืออย่างสารเเคโรทีนอยด์ ที่พบมากในพริกหวานสีเเดง เเครอท ผักชีล้อม ตำลึง ฟักทอง หรือสารประกอบซัลเฟอร์ที่พบมากในพืชที่มีกลิ่นเเรง เช่น หัวหอม หัวผักกาด เป็นต้นอย่างไรก็ดีควรรับประทานผักเเละผลไม้สดให้หลากหลายร่างกายก็จะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระสูง หรือจะดื่มเป็นน้ำเอนไซม์ก็ให้สารอาหารที่มีประโยชน์ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว คุณสามารถคั้นน้ำเอนไซม์โดยการสับหรือตำผักเเละผลไม้ครั้งละ 1 ชนิด จากนั้นก็คั้นด้วยผ้าขาวยางหรือจะใช้เครื่องปั่นเเยกกาก
เสร็จเเล้วให้ดื่มเลยทันที ไม่ควรตั้งทิ้งไว้นานเกินครึ่งชั่วโมงจะได้ประสิทธิภาพมากที่สุด



5. กระเทียม ป้องกันหวัด ต้านมะเร็ง
"กระเทียม" อีกหนึ่งอาหารมากประโยชน์ ที่ผลการวิจัยระบุว่าการกินกระเทียมสดร่วมกับอาหารวันละ 6 กลีบนั้นจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึงร้อยละ 30 เเละลดความเสี่ยงโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ได้ถึงร้อยละ 50  เพราะในกระเทียมนั้นมีสารตัวหนึ่งที่ชื่อ อัลลิซิน (Allicin) ที่มีส่วนช่วยต่อต้านเเบคทีเรียเเละลดการติดเชื้อ โดยกระเทียมสด 1 กลีบจะมีสารอัลลิซิน 5 - 9 กรัม


วิธีการรับประทานกระเทียมให้ได้ผลดีที่สุดคือ หากจะนำกระเทียมมาปรุงอาหารควรบดหรือสับเเล้ววางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 10 นาที  เพื่อให้กระเทียมได้หลั่งเอนไซม์ออกมา หากคุณสับเเล้วนำไปปรุงอาหารเลยทันทีอาจทำให้เกิดการยับยั้งเอนไซม์ได้ ทำให้ร่างกายไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ เเละหากหลังจากการกินกระเทียมเเล้ว หลายคนอาจเกิดความกังวลเรื่องกลิ่นปากก็ให้เคี้ยวใบฝรั่ง หรือฝานมะนาวเป็นชิ้นเล็กๆ จิ้มเกลือ เเละแปรงหันให้สะอาด เพียงเท่านี้ก็ช่วยได้เเล้วล่ะค่ะ

เเละนี่ล่ะค่ะคือ  5 อาหารที่ช่วยส่งเสริมให้ระบบภูมิคุ้มของเราเเข็งเเรงขึ้น พร้อมต่อสู้กับเชื้อโรคหรือปัญหาสุขภาพต่างๆได้ เเละนอกเหนือจากการรับประทานอาหารเหล่านี้เเล้ว พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราก็ต้องปรับเปลี่ยนด้วยนะคะ เช่น หมั่นออกกำลังกาย เเละพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสุขภาพที่ดี ช่วยให้ร่างกายเเข็งเเรงขึ้นอีกด้วยล่ะค่ะ

ติดตามเคล็ดลับเพื่อสุขภาพ...คลิก >  https://www.facebook.com/youhealth.info
ติดตามช่อง youtube chanel...คลิก >  https://www.youtube.com/c/youhealthyou-health