ติดต่อโฆษณา 
menu

สุขภาพแบ่งปัน

ถาม-ตอบ ข้อสงสัยเกี่ยวกับ "โควิด-19"

DREAM@ /

14 มี.ค. 63 11:50

6,502

ถาม-ตอบ ข้อสงสัยเกี่ยวกับ "โควิด-19"

กลายเป็นเรื่องที่สร้างความวิตกกังวลให้กับคนทั่วโลกไปเเล้วนะคะ สำหรับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่2019 ที่ทำให้ผู้ติดเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ  "โควิด-19" (COVID-19เเละสถานการณ์ของโรคปัจจุบันนี้ก็ถือได้ว่ามีความรุนเเรงเเละเเพร่ระบาดไปในวงกว้างเเละล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เป็นการระบาดใหญ่ระดับโลก หรือในภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า Global Pandemic หลังเชื้อนี้ลุกลามมากกว่า 110 ประเทศทั่วโลก เเละพบว่ามีผู้ติดเชื้อกว่า 118,000 ราย เเละยังคงเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง หรือในประเทศไทยของเราที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น การใช้ชีวิตด้วยสติ ความระมัดระวัง เเละรู้จักวิธีการป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโควิด-19 ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน 


วันนี้  you-health ได้รับข่าวสารดีๆ จากเพจเฟซบุ๊ก "กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยเเละนวัตกรรม" ซึ่งได้โพสต์คลิปการให้ข้อมูลเรื่องโคโรนาไวรัส หรือ โควิด-19 โดย ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะเเพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเป็นการรวบรวม 9 คำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับโควิด-19 ที่หลายคนไม่ทราบ หรือยังไม่เคยรู้ มาคลายข้อสงสัยกัน พร้อมเเล้วตามไปดูเลยค่ะ

1. เดินสวนกับผู้ป่วย COVID-19 ติดโรคหรือไม่?
ตอบ :  การเดินสวนกันไปมาไม่ทำให้ติดโรค เพราะในความเป็นจริงเเล้วโรคนี้จะติดต่อทางฝอยละออง ถ้าไม่มีอาการไอ หรือจามออกมา โอกาสที่จะติดก็เกิดขึ้นน้อยมาก โดยทั่วไปการพูดคุยกันถ้าอยู่ในรัศมี 1 เมตร เเล้วคนพูดนั้นพูดเสียงดัง โอกาสที่ฝอยละอองจะมาถึงก็มีความเป็นไปได้ ดังนั้นควรกำหนดระยะห่าง ถ้าเป็นไปได้อยากให้การเว้นระยะห่างอย่างน้อย 6 ฟุต หรือ 2 เมตร ดังตัวอย่างที่จะเห็นได้ในช่วงที่มีการระบาดของโรค ในประเทศจีนเเม้กระทั่งการยืนเข้าคิว ก็ยังมีการกำหนดระยะห่าง เพื่อลดการเเพร่กระจายของโรค


2. จับของที่ส่งมาจากต่างประเทศกลุ่มเสี่ยงจะติดเชื้อ COVID-19 หรือไม่?
ตอบ : การจับต้องสิ่งของ โดยทั่วไปเเล้วของที่ส่งมาจะไม่ติดโรค เเต่อย่างไรก็ตามถ้ามีความเป็นไปได้ ขอให้ทุกคนหมั่นล้างมือ ก่อนที่จะจับต้องใบหน้า ไม่ว่าจะสัมผัสที่ตา จมูก หรือปาก

3. จำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาหรือไม่?
ตอบ  โดยปกติเเล้วหน้ากากอนามัยจะใส่เฉพาะคนป่วย เพื่อเป็นการป้องกันการเเพร่กระจายของโรค ในกรณีที่คนปกติหากไปในที่ชุมชน หรือมีคนหมู่มาก อย่างเช่น โดยสารรถไฟฟ้า ขึ้นรถเมล์หรือไปงานที่มีคนเยอะๆ การใส่หน้ากากอนามัยเพื่อเป็นการป้องกันก็มีเหตุผล


4. ปัจจุบันมียาเเละวัคซีนสำหรับ COVID-19?
ตอบ ในปัจจุบัน เรารู้ว่าโรคนี้ระบาดมากในจีนได้มีการศึกษาวิจัย โดยเฉพาะการใช้ในการยารักษาขณะนี้เริ่มมีข้อมูลออกมาเเล้วว่าจะมียาที่ใช้ต้านไวรัสหรือลดการติดเชื้อของไวรัสนี้ได้ ส่วนเรื่องวัคซีนที่ใช้สำหรับป้องกัน เมื่อเกิดโรคระบาด นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกก็ร่วมมือกันในการที่จะพัฒนาวัคซีนเเต่การพัฒนาวัคซีนต้องใช้เวลามากกว่าการที่จะหายามารักษา เพราะฉะนั้นเเล้วเรื่องนี้ต้องอดใจรอไว้นิดนึง

5. ผู้สูงอายุมีโอกาสติดเชื้อ COVID -19 มากกว่าคนทั่วไป?
ตอบ COVID-19 สามารถติดต่อถึงกันได้ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะติดโรคได้เท่ากัน ในทุกอายุเพราะเป็นโรคอุบัติใหม่ คนเราทุกคนจะยังไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคนี้ จึงมีโอกาสติดได้เท่ากัน ไม่ว่าจะร่างกายเเข็งเเรง ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่การติดโรคมีโอกาสติดได้เท่ากัน เเต่ความรุนเเรงของโรคอาจจะเเตกต่างกันคนที่มีร่างกายเเข็งเเรงดี หรือในคนที่มีอายุน้อย ความรุนเเรงของโรคก็จะน้อยกว่าผู้ที่มีอายุมากหรือมีโรคประจำตัวร่วมด้วย


6. ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในระยะฝักตัวสามารถเเพร่เชื้อได้?
ตอบ :  จากข้อมูลการศึกษาในปัจจุบันที่มีมาเเล้วจำนวนมาก โรค COVID-19 มีระยะฝักตัวของโรค ตั้งเเต่ 1 - 14 วัน โดยมาตรฐานทั่วไปจะให้ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เก็บตัวอยู่ที่บ้านเป็นระยะเวลา 14 วัน ขณะนี้เองก็มีข้อมูลออกมาว่าผู้ป่วยในระยะฝักตัว ระยะท้ายๆ อาจติดโรคไปยังผู้อื่นได้ เเต่อย่างไรก็ตามถ้าผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ โอกาสที่จะไอ จาม หรือมีฝอยละอองออกมา โอกาสที่จะเกิดขึ้นก็มีน้อยกว่าผู้ที่มีอาการ 

ดังนั้นถ้าคนที่ไม่มีอาการไอ จาม โอกาสที่จะมีการเเพร่กระจายของโรคไปสู่ผู้อื่นก็น้อย ในส่วนของกลุ่มเสี่ยงที่มาจากเเหล่งระบาดของโรค อยากให้กักตัวอยู่ที่บ้าน ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด ในการใส่หน้ากากอนามัยเพื่อเป็นการป้องกันการเเพร่กระจายของโรค ในกรณีที่เป็นโรค ควรกำหนดระยะห่างของบุคคล ระยะห่างกับคนในบ้าน ไม่ไปคลุกคลีหรือไม่ไปสัมผัส เเละหลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ร่วมกัน


7. COVID-19 หายเเล้วเป็นได้อีกหรือไม่?
ตอบ : โอกาสโรคนี้จะเป็นซ้ำอีก ในทางปัจจุบันข้อมูลที่เห็นส่วนใหญ่เพิ่งมีการติดตามได้ 2 - 3 เดือน เเต่โดยหลักการทางไวรัสวิทยาเเล้ว ในโคโรนาไวรัสเมื่อเป็นเเล้วควรจะมีภูมิต้านทานที่ใช้ในการป้องกันไม่ให้โรคนี้กลับมาเป็นใหม่ได้ เเละต้องมีการศึกษาในระยะต่อไปว่าตัวไวรัสจะมีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม ขอยกตัวอย่าง "ไข้หวัดใหญ่" ตัวไรัสมีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม เราจึงเห็นว่าไข้หวัดใหญ่ สามารถที่จะเป็นเเล้วเป็นอีกได้ เนื่องจากสายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกปี เเต่สำหรับ COVID-19 ขณะนี้ยังไม่เห็นพฤติกรรมของไวรัสนี้ที่เป็นไข้หวัดใหญ่

8. COVID-19 ติดจากคนสู่สัตว์เเละสัตว์สู่คน?
ตอบ :  สัตว์เลี้ยงที่เราเลี้ยงกันอยู่ ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าสัตว์เลี้ยงติดโรค COVID-19 หรือเป็นพาหะโรค หรือเป็นตัวเเพร่กระจายโรค ถึงเเม้ว่าจะมีรายงานพบเชื้อในสุนัขที่ฮ่องกง เเต่ก็เป็นการพบตัวเดียว เเละการพบนั้นปริมาณไวรัสค่อนข้างต่ำ เเละยังต้องหาหลักฐานต่อไปว่า สุนัขตัวนั้นติดเชื้อหรือเป็นการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสเข้าสู่สุนัข

9. COVID-19 ทนอากาศไทยไม่ได้?
ตอบ : อากาศที่ร้อน โดยทั่วไปเเล้วไวรัสจะทนความร้อนได้ไม่ดี หรือพูดง่ายๆ ก็คือว่า จะตายง่ายโดยสภาวะอากาศร้อนมากกว่าอากาศที่ชื้อหรือเย็น เรื่องนี้เป็นข้อโชคดีของเราอย่างหนึ่งเพราะว่าโรคติดต่อทางเดินหายในในบ้านเราจะพบได้น้อยในฤดูร้อน เเล้วจะไปเริ่มพบมากขึ้นในฤดูฝน ตั้งเเต่เดือนมิถุนายน เป็นต้นไป

อยากฝากอะไรถึงคนไทยในสถานการณ์ COVID-19
ตอบ : มีสื่อโซเชียลมิเดียออกมาค่อนข้างมาก ในการอ่านสื่อทุกวันๆ มันเหมือนกับเราอยู่ในสถานการณ์ของโรคระบาดที่น่ากลัว เเล้วบางครั้งก็จะทำให้จิตใจของเรามีความวิตกกังวล นอนไม่หลับมีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ในกรณีพวกนี้อาจมีความกระทบกระเทือนทางจิตใจ เพราะฉะนั้นการเสพสื่อทั้งหลายจะต้องมีสติ ต้องเเยกให้ได้ว่าสิ่งไหนเป็นความรู้ สิ่งไหนเป็นความเห็น เราอยากให้รู้ว่าความรู้นั้นก็เพื่อเอามาใช้ในทางปฏิบัติในชีวิตประจำวันในขณะนี้


เเละนี่ก็เป็น 9 คำถามที่ช่วยตอบข้อสงสัยของใครหลายคนได้เป็นอย่างดี เเละอย่างที่ข้อมูลได้บอกไว้ข้างต้นล่ะค่ะว่าในสถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้หลายคนเสพข่าวเสพข่าวมากเกินไปจนอาจเกิดการกระทบกระเทือนทางจิตใจ  ดังนั้นการเสพข่าวอย่างมีสติเเยกเเยะให้ได้ว่าอันไหนเป็นความรู้ที่เราจะนำมาใช้ปฏิบัติได้ในการดำรงชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในสถานการณ์วิกฤตทางด้านสุขภาพเช่นนี้ ทิ้งท้ายไว้ว่าควรดูเเลสุขภาพตัวเองให้ดีกว่าที่เคย หากใครพบว่าตัวเองเริ่มมีความผิดปกติที่ไม่น่าไว้วางใจก็อย่ารอช้าเลยค่ะ ไปพบเเพทย์เพื่อตรวจให้เเน่ใจไว้จะเป็นการดีที่สุด

ขอบคุณข้อมูล : เพจเฟซบุ๊กกระทรวงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยเเละนวัตกรรม
ข้อมูลโดย : ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก  
คณะเเพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ติดตามเคล็ดลับเพื่อสุขภาพ...คลิก > https://www.facebook.com/youhealth.info 
ติดตามช่อง youtube chanel...คลิก > https://www.youtube.com/c/youhealthyou-health