ติดต่อโฆษณา 
menu

สุขภาพแบ่งปัน

5 โรควิตกกังวล ที่ไม่ควรมองข้าม!

DREAM@ /

16 ก.ย. 63 15:22

351

5 โรควิตกกังวล ที่ไม่ควรมองข้าม!

ถ้าพูดถึงความวิตกกังวลเเล้วล่ะก็ เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ นะคะว่าเกิดขึ้นได้กับทุกคนเพราะปัจจัยที่เกิดขึ้นเเตกต่างกันไปในเเต่ละวัน อาจเป็นสิ่งกระตุ้นให้คุณเกิดอาการวิตกกังวลได้ง่ายดาย เเต่ความวิตกกังวลที่มากจนเกินไปนี่ซิค่ะเป็นสิ่งที่น่าหนักใจเสียยิ่งกว่า เพราะมันอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตได้ นั่นหมายถึงคุณอาจกำลังเป็นโรควิตกกังวล  ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษาหรือแก้ไขเเล้วล่ะก็ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ในระยะยาว วันนี้เราเลยถือโอกาสพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ 5โรควิตกกังวลที่คุณไม่ควรมองข้าม!ไปพร้อมกันค่ะ



1. วิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disoder : GAD)
สำหรับอาการวิตกกังวลโดยทั่วไปในเรื่องต่างๆ อย่างต่อเนื่องนั้น เเม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะคลี่คลายไปเเล้วก็ตาม มักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การงาน การเงิน สุขภาพหรือเเม้เเต่ความเป็นอยู่ภายในครอบครัว ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักไม่สามารถปรับตัวกับเหตุการณ์เดิมๆ ที่เกิดขึ้นได้ เเละยังคงนึกถึงเเต่เรื่องเดิมๆซ้ำๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบในด้านต่างๆ ทั้งทางกาย เช่น มีอาการใจสั่น นอนไม่หลับ เเละปวดท้องบ่อยๆ หรือในส่วนของอาการทางความคิดที่จะคอยหมกมุ่นอยู่เเต่กับเรื่องเดิมๆ เเม้ว่าคุณจะรู้ตัวว่าเป็นความคิดที่ไม่มีเหตุผลก็ไม่สามารถปล่อยวางความคิดเหล่านั้นไปได้ เเละมักจะคอยกังวลถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึงเสมอ ดังนั้นวิธีการในการรับมือโรคนี้ได้ดีที่สุด ก็คือการเผชิญหน้ากับสิ่งเร้าเหล่านั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ฝึกควบคุมกล้ามเนื้อเเละควบคุมการหายใจปรับลดความคิดเชิงลบเป็นต้น


2. กลัว (Phobia)
ความกลัวที่มากเกินเหตุ ซึ่งผู้ป่วยเองถึงเเม้จะรู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผล เเละไม่เหมาะสมกับสิ่งที่มากระตุ้น เเต่ก็ไม่สามารถหักห้ามความกลัวได้ เเละพยายามหลีกเลี่ยงไม่เผชิญหน้ากับสิ่งที่ทำให้เกิดความกลัว โดยมักมีอาการทางกายร่วมด้วย เมื่อเจอสิ่งกระตุ้นทำให้กลัว เช่น ใจสั่น หายใจลำบาก เหงื่อออก มือสั่น เเละเป็นลม ซึ่งเกิดอาการเหล่านี้ซ้ำๆ เป็นเวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน โดยความกลัวนั้นอาจเกิดจากการเผชิญกับสัตว์ การบาดเจ็บ กิจกรรม สถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งได้ โดยเฉพาะที่ก่อให้เกิดความตึงเครียดจนไปรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น กลัวที่โล่ง กลัวที่เเคบ กลัวเข็ม กลัวการพูดต่อหน้าชุมชน กลัวที่สูง กลัวสัตว์ หรือกลัวเสียงดัง เป็นต้น


3.กลัวสังคม (Social Anxiety Disorder)
ลักษณะความกลัวนี้ คือความกลัวต่อการต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่คิดว่าอาจถูกจ้องมอง หรือทำอะไรที่น่าอับอายต่อหน้าบุคคลอื่น พยายามที่จะหลีกเลี่ยงหรือต้องอดทนต่อความกลัวนั้น จนมันส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของคุณ เเละทำให้มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมพฤติกรรมเหล่านี้มักพบได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เเละอาจพบอาการในญาติพี่น้องของผู้ป่วยมากกว่าคนทั่วไปด้วย โดยเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุปัจจัย เช่น การเลี้ยงดูแบบประคบประหงม การขาดทักษะการเข้าสังคม หรือโดนทำร้ายร่างกาย อาการที่จะปรากฏส่วนใหญ่คือหน้าเเดง เหงื่อออกมากคลื่นไส้ หัวใจเต้นเร็ว หายใจลำบาก ปวดศีรษะ เเละเกิดอาการสั่นเทา เป็นต้น


4. ตื่นตระหนก(Panic Disorder)
สำหรับอาการตื่นตะหนก ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ มีอาการทางกายหลายอย่างพร้อมกัน เช่น ใจสั่นหายใจไม่สะดวก เเน่นหน้าอก วูบเหมือนจะเป็นลม ปวดมวนท้อง มึนชาไปทั้งตัว กลัวจะควบคุมตัวเองไม่ได้ กลัวว่าจะตายโดยอาจมีหรือไม่มีสิ่งมากระตุ้น มักเกิดขึ้นโดยทันที ไม่สามารถคาดการณ์ได้เเละยากที่จะควบคุม สำหรับผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการตกใจกลัวอย่างรุนเเรงเป็นพักๆ หรือยาวนานเป็นชั่วโมง รวมถึงยังสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก ส่งผลให้เกิดความกลัวเเละกังวลอยู่ตลอดเวลาจนทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ


ถือว่าเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุเเน่ชัด สามารถพบอาหารนี้ได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย นอกจากนั้โรคนี้อาจนำไปสู่สภาวะต่างๆ ได้อีก เช่น โรคซึมเศร้า การติดสารเสพติด ฯลฯ ควรได้รับการรักษาทางจิตเวช คือการรักษาด้วยยาควบคู่ไปกับจิตบำบัด จะทำให้สามารถควบคุมชีวิตไดเอย่างปกติ เเละด้วยการรับมืออย่างเหมาะสม ให้กำลังใจในทางบวก การผ่อนคลายด้วยการยืดเหยียดร่างกายการทำศิลปะที่สร้างสรรค์ในการสื่ออารมณ์ความรู้สึก พักผ่อนให้เพียงพอ เเละลดการดื่มแอลกอฮอล์เป็นต้น

5. กลัวการเเยกจาก (Separation Anxiety Disorder)
ความกลัวต่อการเเยกจากบ้าน สถานที่คุ้นเคย หรือคนใกล้ชิดมากเกินกว่าที่ควรจะเป็นตามระดับการพัฒนาจิตใจ ซึ่งความกลัวคือ ความวิตกกังวลนั้นมักจะเกี่ยวกับความสูญเสียหรือความเจ็บป่วยของคนสำคัญ เหตุการณ์ที่อาจทำให้เกิดการพลัดพราก เช่น หลงทาง ถูกลักพาตัว หรือเกิดอุบัติเหตุ ผู้ป่วยจึงมักเกิดการลังเลหรือปฏิเสธการออกจากบ้าน ไปโรงเรียน หรือไปทำงาน จะมีอาการกลัวมากหรือลังเลที่จะต้องอยู่คนเดียว หรือฝันร้ายเกี่ยวกับเรื่องการพลัดพรากบ่อยๆ ซึ่งอาการของโรคมักเกิดยาวนานต่อเนื่องอย่างน้อย 4 สัปดาห์ในเด็ก เเละ 6 เดือนในผู้ใหญ่ เเละจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันด้วย


สำหรับสถานการณ์ของโรควิตกกังวลในประเทศไทยปัจจุบันนี้ถือว่า เป็นภัยเงียบที่เรามักจะมองข้ามหรือละเลยที่จะให้ความสำคัญไป เเละมันมักจะเกิดขึ้นเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดความกลัว ความไม่สบายใจ เราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เเต่เมื่อคนที่เป็นโรควิตกกังวลเเละกลัวอย่างเกินเหตุ ย่อมส่งผลในทางลบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้นั่นเองค่ะ ดังนั้นผู้ที่ป่วยเป็นโรควิตกกังวลเหล่านี้ย่อมต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรอบคอบ ใช้ชีวิตในทุกวันให้มีความสุข ฝึกสติบ่อยๆเพื่อให้รับรู้เเละเท่าทันอารมณ์ของตัวเอง รวมถึงการทำสมาธิให้จิตใจสงบ ให้รู้สึกผ่อนคลาย อยู่กับปัจจุบัน เพียงเท่านี้ชีวิตของคุณก็เต็มไปด้วยความสุขจิตเเข็งเเรงกายเเข็งเเกร่งขึ้นอีกเป็นกองเลยล่ะค่ะ