ติดต่อโฆษณา 
menu

สุขภาพแบ่งปัน

ประโยชน์ของ "ถั่ววอลนัท" ไฟเบอร์สูง ช่วยลดคอเรสเตรอล

DREAM@ /

19 ก.พ. 64 10:07

709

ประโยชน์ของ "ถั่ววอลนัท" ไฟเบอร์สูง ช่วยลดคอเรสเตรอล

วันนี้ชวนทุกคนไปกินถั่วสุขภาพดี นั่นก็คือ ถั่ววอลนัท  (Walnuts) ที่สายเฮลท์ตี้ไม่ควรพลาด สำหรับถั่ววอลนัทหรืออีกชื่อที่คนนิยมเรียกกันว่า  ถั่วสมอง  นั่นก็เพราะลักษณะรูปร่างที่คล้ายสมอง เป็นหนึ่งในพืชตระกูลนัท (Treenut) ที่คนนิยมรับประทานสิ่งที่น่าสนใจคือวอลนัทเป็นอาหารสุขภาพที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เมลาโทนิน โอเมก้า 3 วิตามินอี รวมไปถึงเเร่ธาตุเเละวิตามินตัวอื่นๆที่มีความจำเป็นเเละประโยชน์ต่อสุขภาพของเราเป็นอย่างมาก ว่าเเต่ถั่ววอลนัทจะมีประโยชน์อะไรอีกนั้น ลองตามเราไปดูพร้อมกันดีกว่าค่ะ 


- อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ 
ประโยชน์ของการเป็นอาหารต้านอนุมูลอิสระก็คือ จะช่วยลดอาการอักเสบที่เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดไม่ดีสูงเกินไป ตัววอลนัทเองก็อุดมไปด้วยสารไฟโตเคมิคอลหลายชนิดที่ช่วยทำการต้านอนุมูลออิสระ ไม่ว่าจะเป็นเมลาโทนิน กรดเอลลาจิก เเคโรทีนอยด์ หรือสารประกอยในกลุ่มโพลีฟีโนลิก ซึ่งสารประกอบในกลุ่มเหล่านี้จะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ริ้วรอย การอักเสบเเละโรคทางระบบประสาทได้เป็นอย่างดี หรือลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ หรือโรคเส้นเลือดในสมองตีบ เป็นต้น


- ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ
เนื่องจากวอลนัทเป็นพืชในตระกูลถั่ว ที่อุดมไปด้วยโปรตีน เเละมีไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งนอกจากจะช่วยลดระดับคอรเรสเตอรอลก็ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้อีกด้วยนะคะ สอดคล้องกับงานวิจัยที่ระบุว่าวอลนัทเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีประโยชน์มากสำหรับหัวใจ อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยปกป้องเยื่อบุหลอดเลือดแดงที่อาจเกิดการอุดตันจนทำให้หัวใจวายได้อีกต่างหาก

- ช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด
ลดระดับไขมันในเลือด วอลนัทอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวประมาณ 72% เช่น กรดโอเลอิก การรับประทานถั่ววอลนัทเป็นประจำจะช่วยลดปริมาณไขมันชนิดเลว (LDL) และเพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) ในเลือด จึงมีประโยชน์ต่อหลอดเลือดแดงเพราะจะช่วยลดไขมันเลวในหลอดเลือด ทั้งยังช่วยทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น

 
-ช่วยต้านโรคเบาหวาน 
การรับประทานวอลนัทยังช่วยคุมเบาหวานชนิดที่ 2 และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้อีกด้วย เนื่องจากถั่ววอลนัทช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

-วอลนัทมีไฟเบอร์สูงช่วยในการลดน้ำหนักหรือความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนลงพุงได้เหมือนกัน
ทราบหรือไม่ค่ะว่าวอลนัทในปริมาณ 1 ออนซ์หรือประมาณ 28 กรัมมีไฟเบอร์อยู่ 2 กรัมเลยทีเดียวดังนั้นจึงถือว่าเป็นอาหารที่ช่วยให้เราอิ่มท้องได้ 
สำหรับคนที่กำลังจะลดน้ำหนัก หรือมีเเพลนในการควบคุมอาหารอยู่เเล้วล่ะก็การรับประทานวอลนัทสัก 1 กำมือต่อวันก็ช่วยควบคุมเเคลอรี่ของอาหารที่กินเข้าไปได้ดี บอกลาปัญหาโรคอ้วนลงพุงได้เลยนะคะเนี่ย


-ช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับ
อย่างที่เรากล่าวไปเเล้วข้างต้นว่าวอลนัทมีสารสำคัญอย่าง เมลาโทนินอยู่ นั่นหมายความว่าประโยชน์จากสารตัวนี้จะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาอาการนอนไม่หลับได้เป็นอย่างดี เพราะเมลาโนนินคอยทำหน้าที่ควบคุมนาฬิกาชีวิตของเรา ช่วยให้คุณสามารถนอนหลับเเละตื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ


-กินวอลนัทลดความเครียด
มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ จากการทดลองของสถาบันสุขภาพแห่งสหรัฐฯ พบว่าโอเมก้า 3 ในถั่ววอลนัท ช่วยรักษาระดับฮอร์โมนที่สร้างความเครียด (คอร์ติซอล) และอดรีนาลีนให้อยู่ในระดับที่ปกติซึ่งจะช่วยให้ความรู้สึกเครียดลงได้ หรือทำให้เราไม่เหวี่ยงวีนนั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและบำรุงความดันเลือด


-บำรุงเชื้ออสุจิ 
วอลนัทอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆมากมาย ทั้งแมงกานีส ทองแดง โพแทสเซียม เหล็กแมกนีเซียม สังกะสี และซีลีเนียม ซึ่งสังกะสีและโอเมก้า 3 เป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยเพิ่มตัวเชื้อและเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์ ดังนั้นการกินถั่ววอลนัทเป็นประจำช่วยในการผลิตเชื้ออสุจิที่แข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้น


เป็นยังไงกันบ้างค่ะสำหรับประโยชน์ของถั่ววอลนัทที่เรานำมาฝากกัน จริงๆ เเล้วการรับประทานวอลนัทเพียงกำมือเดียวทุกวันก็จะช่วยต้านการอักเสบ ช่วยลดความดันโลหิตลดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง รวมไปถึงป้องกันมะเร็งได้เป็นอย่างดี เเละทีเด็ดสำคัญคือการช่วยลดคอเรสตอรอลซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ควรในจำนวนมาก ถั่ววอลนัทก็ช่วยได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ เเต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรบริโภคเเต่พอดี โดยวิธีการกินวอลนัทให้ได้ประโยชน์สูงสุดก็คือควรกะเทาะเปลือกเเละเอาเมล็ดมากินทันทีจะได้สารอาหารที่สมบูรณ์มากที่สุด เลือกเมล็ดที่เเกะเเล้วเเละบรรจุในถุงสุญญากาศ โดยกินวันละ 4 - 5 เมล็ดก็เพียงพอ หรือวิธีการรับประทานวอลนัทให้ได้ประโยชน์เเละมีรสชาติมากขึ้น อาจนำไปใส่ในอาหารก็จะช่วยให้กินได้ง่ายมากขึ้น เช่น นำไปโรยบนสลัดผัก โยเกิร์ต เพื่อเพิ่มรสสัมผัสของอาหารหรือนำไปประกอบอาหารอื่นๆ เช่น ผัดผัก ก็ได้เหมือนกัน เเต่ทั้งนี้วอลนัทก็จัดว่าเป็น 1 ใน 12 อาหารที่ทำให้เกิดอาการเเพ้อาหารที่พบได้บ่อย ดังนั้นใครที่มีอาการเเพ้ก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะรับประทานด้วยนะคะ             



เรื่องฮอตในรอบสัปดาห์