สุขภาพแบ่งปัน

วิธีลดความอ้วนที่เหมาะสมและไม่เกิด Yo-Yo Effect

Wizz /

13 มี.ค. 61 06:00

0

วิธีลดความอ้วนที่เหมาะสมและไม่เกิด Yo-Yo Effect

วิธีลดความอ้วนที่เหมาะสมและไม่เกิดYo-YoEffect


วิธีลดความอ้วนมีวิธีใดบ้าง? 

ปัจจุบันคนจำนวนมากนิยมลดความอ้วนโดยการใช้ยาและอดอาหารเพราะเชื่อว่าจะช่วยควบคุมน้ำหนักได้เร็วและวิธีการไม่ยุ่งยาก 

ยาลดความอ้วนส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มที่เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทยาควบคุมพิเศษและยาอันตรายที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางมีผลลดความอยากอาหารทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้เช่นทำให้มีอาการสับสนหัวใจเต้นเร็วความดันโลหิตสูงทรงตัวลำบากม่านตาขยายปวดศีรษะอาจมีอาการทางจิตเห็นภาพหลอนหรือได้ยินเสียงในรายที่รุนแรงพบว่ามีไข้สูงเจ็บหน้าอกการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวหรือเกิดการชักได้ 

ในระยะยาวร่างกายจะเกิดอาการดื้อยาหากใช้ติดต่อกันนานเกินไปและเมื่อหยุดยาน้ำหนักตัวจะกลับมาเพิ่มขึ้น 

ยาบางชนิดมีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะเมื่อกระตุ้นให้ร่างกายขับน้ำออกน้ำหนักตัวจะลดลงแต่ก็มีผลให้ร่างกายอ่อนเพลียเพราะสูญเสียน้ำและเกลือแร่บางส่วนเป็นการลดที่ผิดเพราะปัญหาที่สำคัญของความอ้วนอยู่ที่ไขมันไม่ใช่น้ำ 

ยาลดความอ้วนหรือผลิตภัณฑ์ที่มีรำข้าวและกากใยอื่นๆส่วนใหญ่จะพองตัวเมื่อรับประทานเข้าไปช่วยให้รู้สึกอิ่มแต่ไม่เกี่ยวกับการช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินบางครั้งยังพบว่าเป็นต้นเหตุของการอุดตันในระบบทางเดินอาหารหากรับประทานเข้าไปแล้วดื่มน้ำตามไม่เพียงพอ 

ส่วนผู้ที่ใช้การอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักไม่ใช่วิธีที่ดีในระยะยาวเนื่องจากการอดอาหารทำให้อัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายลดน้อยลงด้วยเมื่อเลิกอดอาหารและกลับมารับประทานอาหารใหม่มักพบว่ารับประทานได้มากกว่าเดิมน้ำหนักตัวจึงเพิ่มขึ้นและมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนลดด้วยซ้ำไป

Yo-YoEffectคืออะไรถ้าเกิดแล้วควรทำอย่างไร 

Yo-YoEffectคือการเรียกเปรียบเทียบปรากฏการณ์ที่เกิดหลังการลดน้ำหนักกับการเล่นลูกดิ่งโย-โย่โดยหลังจากการลดจนน้ำหนักลงเพียงไม่นานน้ำหนักก็กลับเพิ่มขึ้นอีกต้องพยายามลดน้ำหนักลงใหม่โดยต้องใช้ความพยายามมากขึ้นในการลดทุกครั้งหลังลดน้ำหนักก็จะกลับมาเพิ่มขึ้นและมากกว่าเดิมเหมือนกับลูกดิ่งที่เมื่อปล่อยจากมือลงสู่พื้นแล้วก็จะม้วนตัวกลับมาสู่มือของเราอีกยิ่งปล่อยลูกดิ่งออกไปแรงและไกลเท่าไรลูกดิ่งก็จะกลับคืนสู่มือเร็วเท่านั้น 

Yo-YoEffectพบมากในผู้ที่รับประทานยาลดความอ้วนเนื่องจากตัวยาจะไปกดประสาททำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มตลอดเวลาไม่อยากรับประทานอาหารเมื่อเลิกรับประทานยาก็จะกลับมารู้สึกอยากรับประทานอาหารเหมือนเดิมและอาจมากขึ้นกว่าเดิมรวมถึงร่างกายมีการปรับตัวให้มีการเผาผลาญอาหารลดลง 

ตัวอย่างเช่นระหว่างที่รับประทานยาลดความอ้วนนั้นจากเดิมที่ร่างกายเคยรับประทานอาหารวันละ2,000กิโลแคลอรี่แต่พอรับประทานทานยาแล้วไม่หิวร่างกายอาจถูกจำกัดการรับอาหารทำให้การเผาผลาญพลังงานของร่างกายเหลือเพียงวันละ1,000กิโลแคลอรี่ อัตราการเผาผลาญของร่างกายก็จะถูกปรับจาก2,000กิโลแคลอรี่ให้เหลือเพียง1,000กิโลแคลอรี่ซึ่งเป็นกลไลการป้องกันการขาดสารอาหารของร่างกายคล้ายการจำศีลเมื่อรับประทานอาหารน้อยลงร่างกายก็เผาผลาญพลังงานน้อยลง 

ดังนั้นหลังจากที่น้ำหนักลดลงเรากลับมารับประทานอาหารแม้ว่าจะรับประทานน้อยกว่าเดิมโดยรับประทานอาหารเหลือวันละ1,500กิโลแคลอรี่เราก็มีโอกาสที่จะกลับมาอ้วนได้เพราะร่างกายเราสามารถเผาผลาญได้แค่1,000กิโลแคลอรี่เท่านั้นที่เหลือค้างอีก500กิโลแคลอรี่ก็จะกลับมาสะสมตามร่างกายกลับมาอ้วนเหมือนเดิมการอดอาหารทำให้ผอมลงได้จริงแต่ก็เป็นเพียงระยะหนึ่งเท่านั้นเพราะเมื่อร่างกายชินกับการอดอาหารก็จะปรับตัวกับการได้รับพลังงานน้อยและเริ่มสะสมพลังงานอีกครั้งหนึ่ง(แม้รูปร่างจะผอมลงแล้วก็ตาม)

วิธีหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดYo-YoEffectคือหยุดการลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารปรับเปลี่ยนอุปนิสัยในการรับประทานและเปลี่ยนการดำเนินชีวิตการลดความอ้วนที่ไม่เน้นเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานและไม่เน้นเผาผลาญพลังงานนั้นโอกาสที่กลับมาอ้วนจะสูงกว่าดังนั้นควรเริ่มต้นลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีและรับคำแนะนำการลดน้ำหนักที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด





ขอขอบคุณที่มา:www.sanook.com