สุขภาพแบ่งปัน

กินอย่างไร? ให้มะเร็งกลัว!

DREAM@ /

29 พ.ย. 61 16:11

0

กินอย่างไร? ให้มะเร็งกลัว!

ขึ้นชื่อว่า"มะเร็ง"จะมีใครที่ไหนต้องการจริงไหมค่ะ?เเต่รู้หรือไม่ค่ะว่าเซลล์มะเร็งมีอยู่ในตัวของเราทุกคนอยู่เเล้วเเต่ทั้งนี้เซลล์มะเร็งที่ว่าจะไม่เเสดงอาการใดๆเมื่อร่างกายของเราสุขภาพเเข็งเเรงดีคำถามที่ตามมาคือเมื่อไหร่กัน?ที่เซลล์มะเร็งเหล่านั้นจะออกมาคุกคามเเละทำร้ายคุณ  ก็ต่อเมื่อร่างกายของเราอ่อนแอหรือคุณขาดความเอาใจใส่ในการดูเเลสุขภาพไม่ดูเเลตัวเองเมื่อนั้นร่างกายของเราจะอ่อนแอลงเมื่อนั่นล่ะค่ะเซลล์มะเร็งก็จะเจริญเติบโตเเละเกิดการเพิ่มจำนวนขึ้นจนทำให้อวัยวะบางอย่างในร่างกายของเราเกิดการทำงานผิดปกติได้ซึ่งปัจจัยสำคัญส่วนใหญ่ที่ทำให้เราเป็นหรือเกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งก็คือพฤติกรรมการใช้ชีวิตพฤติกรรมการบริโภคอาหารดังนั้นการหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารใส่ใจกับของเเต่ละอย่างที่เรารับประทานเข้าไปก็จะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้เเละป้องกันเราจากการเกิดโรคร้ายต่างๆได้อีกทางหนึ่งด้วย



1.ลองหาผักหลากสีรับประทานให้ได้ทุกวัน
สารอาหารเเละคุณค่าทางโภชนาการดีๆก็ใช่ว่าจะมีอยู่เเต่ในพืชผักสีเขียวเท่านั้นหรอกนะคะเพราะผักผลไม้หลากหลายสีสันก็ให้สารต้านอนุมูลอิสระที่ดีได้เหมือนกันซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ก็จะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งที่เราไม่พึงประสงค์ได้นั่นเองค่ะทีนี้เราตามมาดูกันบ้างดีกว่าค่ะว่าผักผลไม้สีต่างๆให้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
พืชผักผลไม้สีเเดง: ให้สารต้านอนุมูลอิสระสีเเดงคือไลโคปีนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งปอด
พืชผักผลไม้สีเหลือง/ส้ม :  ฟักทองแครอทมีสารแคโรทีนอยด์ 
พืชผักผลไม้สีสีเขียว: คะน้าบล็อคโคลี่อุดมไปด้วยวิตามินซี 
พืชผักผลไม้สีม่วง: พืชผักเหล่านี้มีสารแอนโธไซยานินที่สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็ง
พืชผักผลไม้สีขาว: พืชผักผลไม้ในกลุ่มนี้ให้สารเบต้าเเคโรทีน


2.รับประทานอาหารประเภทธัญพืชเเละอาหารที่มีเส้นใยอาหาร
สำหรับการรับประทานอาหารธัญพืชเต็มเมล็ดคือธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือขัดสีน้อยที่สุดทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเช่น ใยอาหาร  วิตามิน  แร่ธาตุ  ไฟโตนิวเตรียนท์  และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ตัวอย่างของธัญพืช  ได้แก่ข้าวกล้อง ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย นอกจากนี้ ไฟเบอร์หรือใยอาหารในธัญพืชยังทำหน้าที่สำคัญในการพาสารต่างๆที่เป็นโทษต่อร่างกายซึ่งเกาะติดบริเวณลำไส้ให้ขับถ่ายออกไป จึงมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งในทางเดินอาหารและมะเร็งในลำไส้ใหญ่


3.มองหาอาหารที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระเข้าไว้
ชาเขียวเป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มที่ถือว่ามีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงอยู่มากเพราะใบชาเขียวได้มาจากการนำยอดใบชาสดมาผ่านกระบวนการอบเพื่อลดความชื้นโดยไม่ผ่านการหมัก ภายในชาเขียวมีสาร Catechins  ซึ่งถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่มะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งตับซึ่งชาเขียวในทีนี้ก็ไม่ใช่ชาเขียวที่เรานิยมซื้อมาดื่มในตอนพักเที่ยงเพราะถ้าเป็นเครื่องดื่มชาเขียวในรูปแบบนั้นก็จะมีส่วนผสมของน้ำตาลครีมเทียมซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพของเราเท่าไหร่ 


4. พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน(เลว)
เนื่องจากไขมันในอาหารก็มีทั้งไขมันดีเเละไขมันเลวซึ่งการได้รับไขมันเลวในปริมาณที่มากจนเกินไปก็อาจทำให้เกิดปัญสุขภาพหรือเกิดโรคมะเร็งได้เช่นเดียวกันไขมันเลวได้แก่คลอเลสเตอรอลไตรกลีเซอร์ไรด์ LDL และไขมันอิ่มตัวซึ่งจะพบมากในพวก นม เนย ชีส กะทิ ไขมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์มน้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนและน้ำมันทอดซ้ำเป็นต้นส่วนไขมันดีที่ร่างกายต้องการก็ได้แก่ ไขมันไม่อิ่มตัว เลซิติน HDL พบมากในน้ำมันถั่วเหลืองน้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกทานตะวัน และในปลา เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาจาระเม็ด เป็นต้น


5.เลือกรับประทานเกลือ โซเดียมต้องน้อยลง  อาหารหมักดอง ลด ละ เลิก
การบริโภคเกลือหรือปริมาณโซเดียมในเเต่ละวันบางทีเราก็ได้รับมากจนเกินความจำเป็นหรือไม่ทันได้รู้ตัวก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้เช่นเดียวกันเเละควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปหรืออาหารประเภทหมักดองโดยเฉพาะที่มีการถนอมอาหารหรือปรุงหรือแต่งสีด้วยดินประสิวเช่น ปลาร้า ปลาส้ม แหนม ไส้กรอก กุนเชียงเนื้อเค็ม ปลาเค็ม เนื่องจากอาหารเหล่านี้อาจมีสารก่อมะเร็งไนโตรซามีนและควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีแดงผิดจากธรรมชาติเราควรบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 6 กรัมซึ่งมีโซเดียม อยู่ประมาณ 2,300 มิลลิกรัมการบริโภคเกลือในปริมาณสูงจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้เหมือนกันค่ะ


6.เน้นปรุงอาหารให้ถูกวิธี
การปรุงอาหารให้ถูกวิธีก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรละเลยความสำคัญไปเลยนะคะวิธีการปรุงอาหารที่ถูกต้องถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ ได้แก่ไม่ปิ้ย่างอาหารประเภทเนื้อสัตว์จนไหม้เกรียมไม่รับประทานอาหารแบบสุกๆดิบๆโดยเฉพาะปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำหลายๆครั้ง


7.ลดการบริโภคเนื้อเเดงให้น้อยลง 
เเม้ว่าเนื้อเเดงจะเป็นสิ่งที่ใครหลายๆคนชื่นชอบมากสักเท่าไหร่นะคะเเต่การรับประทานเนื้อเเดงที่มากเกินไปก็ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพของเราเหมือนกันเเต่เราควรจำกัดการรับประทานเนื้อแดงให้เหลือเพียงสัปดาห์ละ 500 กรัม เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ผู้ที่บริโภคเนื้อแดงมากกว่า 160
กรัมต่อวันอาจมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้น


8.ลองใส่เครื่องเทศต่างๆเพื่อส่งเสริมรสชาติของอาหารเเละต้านการเกิดมะเร็ง
เครื่องเทศหมายถึงส่วนต่างๆของพืชที่นำมาใช้เป็นเครื่องปรุงรสอาหารหรือเพื่อให้อาหารมีกลิ่นหอมสารประกอบอินทรีย์ที่เป็นกลิ่นหอมของเครื่องเทศนั้นมาจากส่วนที่เป็นน้ำมันและน้ำมันหอมระเหย  ส่วนรสชาติที่เผ็ดร้อนนั้นมาจากส่วนที่เป็นยาง นอกจากนี้ยังมีสารอื่นๆอีกเช่น แป้ง น้ำตาล 
แร่ธาตุ และวิตามินบางชนิดเป็นต้น นอกจากนี้เครื่องเทศยังประกอบไปด้วยสารหลายชนิดซึ่งมีสรรพคุณลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งรวมถึงการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้


อีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยก็คือตัวเลขของผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นทุกปีไม่จะเป็นในผู้หญิงหรือผู้ชายอายุมากหรือน้อยก็มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้เหมือนกันการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตโดยเฉพาะเรื่องการกินซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องให้ความสำคัญเอามากๆเอาเป็นว่าลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเรากันสักหน่อยรวมถึงลดพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเครียดทั้งหลายการป้องกันมะเร็งได้ดีที่สุดก็คือการลดทุกความเสี่ยงทุกอย่างที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งนั่นเองค่ะ มาเริ่มใส่ใจของเรากันตั้งเเต่ตอนนี้ดีกว่านะคะ 



ขอบคุณข้อมูล: http://www.amarintv.com

>>เรามีช่องทางติดต่อกันเพิ่มเติมเเล้วนะ รู้ยัง!!
คุณสามารถติดตามเคล็ดลับเพื่อสุขภาพได้ที่  :  https://www.facebook.com/health.teen/
ติดตามYoutube Channel ได้ที่  :  https://www.youtube.com/c/youhealthyou-health

***เเล้วสุขภาพที่ดีจะอยู่ในมือของเราค่ะ*****