สุขภาพแบ่งปัน

ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ใช้อย่างไร?ให้ถูกต้อง

DREAM@ /

11 ก.พ. 62 15:02

4,685

ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ใช้อย่างไร?ให้ถูกต้อง

เชื่อได้ว่าหนึ่งในคุณผู้อ่านที่กำลังอ่านบทความอยู่ ณ ตอนนี้ก็ต้องเคยรับประทานยาแก้ปวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อกันบ้างใช่ไหมค่ะ  ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุใดก็ตาม เช่น การทำงานหนักเกินไปเศรษฐกิจฝืดเคือง หรือเรื่องหนักใจจนนำไปสู่ความเครียด จากสาเหตุเหล่านี้อาจนำไปสู่อาการข้างเคียงอื่นๆ กับคุณได้ เช่น  ปวดหัว ปวดตัว จึงทำให้คุณต้องเดินไปหยิบยาแก้ปวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อมารับประทานกัน เเละด้วยความที่ยาทั้งสองชนิดมีสถานะเป็นยาสามัญประจำบ้านอยู่เเล้วทีนี้ก็ไม่ใช่เเค่อาการปวดหัวหรือปวดตัวเเต่เพียงเท่านั้นเเล้วน่ะซิค่ะ เพราะไม่ว่าคุณจะเผชิญกับอาการปวดรูปแบบใดก็ต้องแก้ไขด้วยการรับประทานยาแก้ปวด ในส่วนของยาคลายกล้ามเนื้อก็นั้นก็นิยมใช้กันอย่างเเพร่หลายเหมือนกัน โดยเราทราบกันดีว่าใช้เพื่อลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดเเขน ปวดขาหรือเมื่อยล้าก็ด้วยเช่นเดียวกัน เเต่คำถามคือ ในความเป็นจริงเเล้วเราควรใช้ยาแก้ปวดหรือยาคลายกล้ามเนื้ออย่างไรให้ถูกต้องเเละไม่ส่งผลต่อสุขภาพ ตามเราไปดูเรื่องพร้อมกันดีกว่าค่ะ


ประเด็นเรื่องนี้ ผศ.พญ.อัจฉรา กุลวิสิทธิ์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ราชวิทยาลัยอายุรเเพทย์เเห่งประเทศไทย ได้ออกมาให้ความรู้ในเรื่องของการเลือกใช้ยาแก้ปวดเเละยากล้ามเนื้อว่าควรใช้อย่างไรให้ถูกต้อง เรามาลองดูกันดีกว่าค่ะ  

เวลาไหนที่เราควรใช้ยาแก้ปวด
ข้อมูลเรื่องนี้ พญ.อัจฉราให้ข้อมูลว่า ในเวลาที่เราจำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดจริงๆ ก็ควรจะคำนึงถึงอันดับเเรก คือ "ถูกโรค" ดังนั้นเท่ากับว่าเราต้องรู้ก่อนว่าโรคของเราคือโรคอะไรซึ่งโดยอาการปวดที่พบได้บ่อยๆ นั้น มักมีอาการมาจากการปวดกล้ามเนื้อเส้นเอ็น ซึ่งอาจไม่ต้องไปพบเเพทย์เพราะอาการก็ค่อนข้างชัดเจน  อย่างเช่น ปวดไหล่  มีจุดกดเจ็บเฉพาะที่ซึ่งเป็นลักษณะการปวดจากเส้นเอ็น ไม่ต้องมาเเพทย์ เเต่คุณสามารถหาซื้อยาได้จากร้านขายยาได้เองเลย


เเละเมื่อไหร่ที่คุณควรหยิบยาคลายกล้ามเนื้อมาใช้
เมื่อไหร่ที่คุณเกิดอาการกล้ามเนื้อตึงตัวผิดปกติ ดังนั้นยาที่ควรจะใช้ก็ยาคลายกล้ามเนื้อ  ซึ่งก็จะเป็นยาคนละกลุ่มกันกับอาการปวดกล้ามเนื้อเฉยๆ  เพราะหากคุณปวดเฉยๆโดยไม่มีอาการตึงตึวผิดปกติ ก็ควรจะกินยาแก้ปวดปกติ  ดังนั้นก็ควรเลือกใช้ให้ถูกต้องในกรณีนี้ด้วย หรือหากถ้าคุณเกิดอาการปวดที่มีการอักเสบร่วมกันด้วย เช่น ข้ออักเสบก็จะต้องเป็นตัวยาที่เเรงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ถ้ามีอาการปวดธรรมดาอาจเลือกใช้เป็นยาอาเซตฟิโนเฟ่น หรือยาพาราเซลตามอน 
 เเต่หากมีอาการอักเสบร่วมด้วยนั้น เช่น เอ็นอักเสบ ข้ออักเสบ ก็จะเป็นกลุ่มยาที่เรียกกันว่า ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สารสเตียรอยด์  จะมีข้อเเนะนำในเรื่องนี้ว่า ให้กินยาทั้งสองชนิดนี้จะต้องใช้ให้ "ถูกขนาด" เเละ "ถูกเวลา" ด้วย นั่นก็เพราะขนาด วิธีการให้ยา หรือรวมไปถึงข้อควรระวังที่เเตกต่างกันไปด้วย


ในส่วนของยาพาราเซลตามอลนั้นขนาดที่ใช้กันในปัจจุบันมักใช้กันผิดอยู่เสมอ ในปัจจุบันควรรับประทานเเค่ 1 เม็ด หรือ 500 มิลลิกรัม ต่อครั้งเท่านั้น เเละไม่ควรรับประทาน  2 เม็ด ในทุกๆ 6 ชั่วโมง ที่มีการใช้กันอย่างต่อเนื่อง เพราะอาจส่งผลข้างเคียงต่อรับได้ ดังนั้นข้อดีของยาพาราเซลตามอน คือ ให้ความปลอดภัยได้มากขึ้น อีกทั้งยังหาซื้อง่ายไม่ยุ่งยาก จึงเหมาะสำหรับอาการปวดที่ไม่มีความรุนเเรงมากนั่นเองค่ะ 


เเละในส่วนของยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สารสเตียรอยด์ก็จะมีความรุนเเรงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง อีกทั้งยังมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ขนาดที่ใช้เองก็ขึ้นอยู่กับเเต่ละชนิด เเถมยังมีผลข้างเคียงได้มากกว่ายาพาราเซลตามอน ยาในกลุ่มนี้จึงอาจเกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เกิดเลือดออกในกระเพาอาหารได้ อาจทำให้เกิดอาการไตวาย เเละอาจทำให้หลอดเลือดอุดตันเพิ่มขึ้นได้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง ยาในกลุ่มนี้จึงต้องการดูเเลเละอยู่ภายใต้การเเนะนำของเเพทย์ เพื่อทำการหาเเนวทางป้องกันความผิดปกติจากผลข้างเคียงของยา รวมไปถึงการวางเเผนให้เปลี่ยนไปใช้ยาในกลุ่มอื่นๆที่มีความปลอดภัยมากกว่า เเละหากมื่อาการเเละการเเสดงของโรคหายหรือทุเลาลงเเล้วควรหยุดใช้ยานั่นก็เพราะเมื่อคุณใช้ยาเป็นระยะเวลายาวนานก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงสูงมากยิ่งขึ้น


ทราบกันอย่างนี้เเล้ว ต่อไปเมื่อต้องหยิบยาแก้ปวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อมาใช้ก็อย่าลืมคำนึงข้อมูลที่เรานำมาฝากกันวันนี้ด้วยนะคะ เพื่อประสิทธิภาพในการใช้ยาเเละป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราภายหลังนั่นเองค่ะ 

ติดตามเคล็ดลับเพื่อสุขภาพ...คลิก>> https://www.facebook.com/health.teen/
ติดตามช่องyoutubechannel...คลิก>>  www.youtube.com/c/youhealthyou-health




indiglow