ติดต่อโฆษณา 
menu

สุขภาพแบ่งปัน

ผักดิบ หรือ ผักสุก กินเเบบไหน? ได้สารอาหารมากกว่ากัน

DREAM@ /

21 มี.ค. 62 16:03

15,784

ผักดิบ หรือ ผักสุก กินเเบบไหน? ได้สารอาหารมากกว่ากัน

เราต่างก็ทราบกันกันดีนะคะว่าการรับประทานผักเป็นประจำนั้นเป็นเรื่องดี  เเละสร้างประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพร่างกายของเรา  เนื่องจากผักเป็นเเหล่งของสารอาหารสำคัญไม่ว่าจะเป็นวิตามิน เกลือเเร่สารอาหารต่างๆ ที่อาจหาไม่ได้จากอาหารชนิดอื่นๆ รวมไปถึงสรรพคุณในการช่วยต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ต้องแปลกใจเลยนะคะว่าทำไมใครต่อใครต่างก็เเนะนำให้เรากินผักให้ได้ทุกวัน เเต่สังเกตหรือไม่ค่ะว่าการบริโภคผักของเราทุกวันนี้มีมากมายหลายวิธี ไม่ว่าจะนำไปลวก ต้ม หรือทอดให้สุก หรือนำผักนั้นๆ มารับประทานกันเเบบสดๆ ได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้การรับประทานผักระหว่างสุก หรือดิบๆ เเบบไหนจะให้สารอาหารที่ครบถ้วนกับเรามากกว่ากันนั่นก็เพราะผักบางชนิดเหมาะที่จะรับประทานเเบบสดเท่านั้น  ในขณะเดียวกันผักบางชนิดก็ไม่เหมาะที่จะนำมาทานกันเเบบสดๆ วันนี้เรามีข้อมูลเรื่องนี้มาฝากคนรักสุขภาพทุกคนกันค่ะ


*** เเม้ว่าหลายคนจะไม่ได้ใส่ใจกับการรับประทานผักว่าควรจะทานเเบบดิบหรือสุก เพราะถือว่าสามารถรับประทานได้ทั้งหมด เเต่รู้หรือไม่ค่ะว่า เราอาจสูญเสียสารอาหารในผักไปได้ ถ้าเราเลือกปรุงเเบบไม่ถูกวิธี!! วันนี้  you-health  นำเอาข้อมูลดีๆ จาก อ.ดร.วนะพร ทองโฉม นักโภชนาการคณะเเพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาบอกเล่ากันจ้า

มะเขือเทศ


มะเขือเทศ  : ควรรับประทานเเบบสุก 
สำหรับมะเขือเทศ  หลายคนมักเข้าใจว่าสามารถรับประทานได้ทั้งเเบบสุกหรือเเบบดิบ  ยังก็ได้เเต่จริงๆ เเล้ว การรับประทานมะเขือเทศเเบบสุกจะทำให้เราได้รับสารอาหารสำคัญจากมะเขือเทศ ซึ่งก็คือ  สารไลโคปีน ได้มากขึ้น ซึ่งสารไลโคปีนตัวนี้เมื่อนำไปผ่านความร้อน ผนังเซลล์จะถูกทำลาย รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงของไลโปปีนในรูปเเบบที่ดูดซึมได้ง่ายมากขึ้น  เช่น มะเขือเทศดิบจะมีไลโคปีน 3 - 7 มิลลิกรัมต่อปริมาณ 100 กรัม  **เเต่ทราบไหมค่ะว่าเมื่อนำมะเขือเทศไปผ่านความร้อนเเล้วจะมีไลโคปีนเพิ่มขึ้นเป็น 25%  ซึ่งสรรพคุณอันโดดเด่นคือมีส่วนช่วยในการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก  มะเร็งปอด เเละช่วยดูเเลสุขภาพหัวใจของเราอีกด้วย


เเครอท


เเครอท : ควรรับประทานเเบบสุก
เมื่อพูดถึงเเครอท สิ่งที่เเรกที่อยากจะบอกเลยก็คือ ภายในเเครอทมีปริมาณสารเบต้าเเคโรทีนในปริมาณที่สูงมาก เเละมีมากเป็นผักลำดับต้นๆของผักที่มีส้มหรือสีเหลืองเลยนะคะ  ซึ่งการที่เราจะได้รับประโยชน์จากเบต้าเเคโรทีนอย่างเต็มที่นั้น เราก็ควรที่จะรับประทานในรูปแบบของเเครอทสุกนั่นเองค่ะ  เพราะการนำไปผ่านความร้อนความร้อนจะทำลายผนังเซลล์ของเเครอท ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมเอา สารเบต้าเเคโรทีน ทำได้ดีมากขึ้นนั่นเองค่ะ  เพราะเเครอทสุกจะมีปริมาณเบต้าเเคโรทีนเพิ่มขึ้น 34%  "เบต้าเเคโรทีน" ซึ่งถือว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ในการช่วยต้านการอักเสบ เเละยังช่วยป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ที่เกิดจากการอักเสบในร่างกาย ได้เป็นอย่างดีอีกด้วยนะคะ

พริก


พริก :  ควรรับประทานเเบบดิบ
สำหรับพริกชนิดต่างๆเราควรรับประทานดิบ นั่นก็เพราะพริก ประกอบไปด้วยสารอาหารประเภทวิตามินซีสูง เเละวิตามินซีเองก็มีจุดด้อยที่เมื่อนำไปผ่านความร้อนจะเกิดการเสื่อมสลายได้โดยง่าย นั่นหมายความว่าคุณอาจจะได้รับวิตามินซีในปริมาณที่น้อยลง  สำหรับปริมาณวิตามินซีในพริก 100 กรัม  พริกหวานจะมีวิตามินซี 70 มิลลิกรัม สำหรับพริกหยวกดิบ 
จะมีวิตามินซี 50 มิลลิกรัม เเละพริกขี้หนูดิบจะมีวิตามินซี 40 มิลลิกรัม ตัววิตามินซีเองจะมีประโยชน์ในการเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เเละที่สำคัญเลยคือ การช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ที่มีประโยชน์ในการช่วยให้ผิวหนังของเรายืดหยุ่น ผิวพรรณกระจ่างใสขึ้นค่ะ เเต่เชื่อว่าการรับประทาน พริกเเบบสดอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีของคุณเท่าไหร่นัก งั้นลองนำพริกไปย่างหรือผัดเเบบรวดเร็วก็ยังอาจได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนอยู่ค่ะ



หัวหอม


หัวหอม : ควรรับประทานเเบบดิบ
สำหรับหัวหอมเราควรจะรับประทานเเบบดิบ เนื่องจากสารอาการส่วนใหญ่ในหัวหอมอาจเกิดการสูญเสียไปเมื่อโดนความร้อน อย่างเช่น  เอนไซม์ วิตามินที่พบมากในหัวหอม นั่นก็คือ วิตามินบีเเละซีอาจจะเสื่อมเสียไปได้เมื่อโดนความร้อน อย่างวิตามินบีมีประโยชน์ในการช่วยเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงานให้กับร่างกายหรือวิตามินซีช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านการอักเสบ เสริมสร้างภูมิต้านเเละทำให้โครงสร้างผิวหนังของเราเเข็งเเรงมากยิ่งขึ้น

ผักโขม


ผักโขม : ควรรับประทานเเบบสุก
สำหรับผักโขมควรรับประทานเเบบปรุงสุก เพราะการปรุงผักโขมให้สุก จะเป็นการช่วยเพิ่มเเคลเซียม ธาตุเหล็ก เเละเเมกนีเซียมได้เป็นอย่างดี การกินผักโขมให้ได้ประโยชน์สูงสุดจึงควรรับประทานเเบบปรุงสุกมากกว่าการปรุงดิบ เนื่องจากผักโขมมีกรดชนิดหนึ่งที่ชื่อ กรดออกซาลิก ในปริมาณที่ค่อนข้างสูง ซึ่งกรดดังกล่าวจะส่งผลให้ร่างกายของเราไม่สามารถดูดซับธาตุเหล็กที่มีอยู่ในปริมาณมากในผักโขมได้ การนำผักโขมไปปรุงให้สุกก่อนจึงถือเป็นอีกหนึ่งวิธีการดีๆที่จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีมากขึ้นค่ะ ผักโขมเองก็มีประโยชน์ในฐานะที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เเละมีส่วนสำคัญในการข่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย เเละช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ดีอีกด้วยนะคะ


ผักตระกูลกะหล่ำ


ผักตระกูลกะหล่ำ : ควรรับประทานเเบบสุก
ก็ไม่ว่าจะเป็น กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ หรือบร็อกโคลี่ เเละคะน้า เราควรจะรับประทานเเบบสุก เพราะหากเรารับประทานเเบบดิบจะทำให้เกิดแก๊สในระบบทางเดินอาหารหรือใครที่มีปัญหาในเรื่องของการย่อยอาหารก็ควรที่จะเปลี่ยนมารับประทานในเเบบที่สุกก็จะเหมาะสมกว่า หรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องไฮโปไทรอยด์ หรือการทำงานของต่อมไทรอยด์บกพร่อง ควรทราบว่าผักตระกูลกะหล่ำจะมีสารจำพวก กอยโตรเจน  (Gaitogen)  ที่จะเข้าไปขัดขวาง หรือยับยั้งการดูดซึมการนำไอโอดีนไปสร้างไทรอยด์ ส่งผลให้ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาเรื่องไฮโปไทรอยด์ก็ควรที่จะรับประทานผักกลุ่มนี้ในลักษณะของการปรุงสุกเเต่เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของผักในตระกูลกะหล่ำจะมีประโยชน์ในเเง่ของการมีใยอาหารสูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ  ต้านการอักเสบ ช่วยป้องกันโรคมะเร็งในร่างกายได้

เป็นอย่างไรค่ะกับผักชนิดต่างๆ ที่เรายกตัวอย่างมาเเบ่งปัน ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับเพื่อสุขภาพดีๆ ที่ช่วยให้คุณมีวิธีการปรุงผักก่อนที่จะนำมารับประทานได้ง่ายมากขึ้น เเม้ผักจะขึ้นชื่อดีเเละจำเป็นต่อร่างกายของเรามากเเค่ไหนก็ตาม เเต่หากปรุงไม่ถูกวิธีสารอาหารที่คุณจะได้รับอย่างเต็มที่ก็อาจลดน้อยลงไปได้เเละสิ่งสำคัญอีกอย่าง นั่นก็คือในทุกๆ มื้อเราก็ควรมีผักในจานอาหารอย่างน้อย 1 - 2 ทัพพี เพื่อให้เกิดสมดุลในการรับประทานอาหารได้มากขึ้น

ขอบคุณข้อมูล : อ.ดร.วนะพร ทองโฉม นักโภชนาการ คณะเเพทยศาสตร์  
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ติดตามเคล็ดลับสุขภาพ...คลิก>>  https://www.facebook.com/youhealth.info 
ติดตามช่อง youtube channel...คลิก>> https://www.youtube.com/c/youhealthyou-health

indiglow