สุขภาพแบ่งปัน

6 เทรนด์อาหารยอดฮิต อาจทำร้ายสุขภาพ เเบบไม่ทันรู้ตัว

DREAM@ /

15 เม.ย. 62 23:04

1,838

6 เทรนด์อาหารยอดฮิต อาจทำร้ายสุขภาพ เเบบไม่ทันรู้ตัว

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ ทุกวันนี้กำลังเป็นกระเเสเเละได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเลยนะคะ  เเต่จะตามเทรนด์ไหน อย่างไรนั้นก็ต้องระวังเเละต้องตามอย่างมีสติ โดยเฉพาะเรื่องเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพที่ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมาก อะไรที่ใครบอกว่าดี กินอันนี้เเล้วดีต่อสุขภาพ เราก็มักจะตกเป็นเหยื่อไปเสียหมด วันนี้  you-health  จึงขอชวนทุกคนลุกขึ้นมาตามเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพอย่างมีสติกันสักหน่อยค่ะ ด้วยการรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจของเรื่องนี้มาฝากกัน ศึกษามันให้ดีๆ ว่ามันดีอย่างที่เขาพูดกันจริงหรือเปล่า เพราะหากตามเเบบไม่สติ ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพในทางลบได้เหมือนกัน ลองตามเราไปดูกันดีกว่าค่ะ  

เชื่อได้เลยค่ะว่า ถ้าคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่หลงใหลการรักษาสุขภาพ อะไรๆ ก็ต้องขึ้นชื่อไว้ก่อนว่าดีต่อสุขภาพเเล้วล่ะก็ คงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีกับคำว่า  "ดีท็อกซ์" ใช่ไหมล่ะค่ะ?  คนรักสุขภาพส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับคำว่าดีท็อกซ์เพราะนอกจากจะเป็นการช่วยควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดีเเล้ว ก็ยังช่วยดูเเลสุขภาพของเราได้อีกด้วย โดยเฉพาะในคนที่อยากลดน้ำหนักนั้นจะต้องอาศัยวิธีการดีท็อกซ์ หรือดื่มน้ำผลไม้สกัดเย็นไว้ก่อน ซึ่งคุณทราบหรือไม่ค่ะว่าการที่คุณดื่มเเต่น้ำผลไม้เป็นเวลา 3 - 4 วันหรือสำหรับบางคนก็ดื่มมันเป็นอาทิตย์ โดยที่ร่างกายของเราไม่ได้รับสารอาหารอื่นเลยนั้น กระทรวงสาธารณสุขเองก็เคยได้ออกโรงเตือนว่าวิธีการดีท็อกซ์เเบบนี้จะยิ่งทำให้ร่างกายของเราเเย่ เพราะนอกจากคุณจะไม่ได้รับพลังงานเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเเล้ว ก็ยังขาดโปรตีนอีกด้วย ส่งผลให้ร่างกายต้องไปพยายามหาโปรตีน ซึ่งก็คือ กล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อของเราถูกทำลาย การเผาผลาญก็จะเสื่อมประสิทธิภาพลง นอกจากวิธีนี้จะไม่ได้ช่วยคุณเเล้ว เผลอๆ ความตั้งใจในการลดน้ำหนักของคุณก็จะทำให้ยากขึ้นไปอีกนะคะ เเบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกันนะคะ


2.  ชาร์โคล (Charcoal)
สำหรับเทรนด์อาหารสีดำ เพิ่มมิติเเละความแปลกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันนี้ อะไรๆ ก็นำมาใส่ชาร์โคลไปซะหมด เเล้วคุณเคยตั้งคำถามกันบ้างหรือเปล่าค่ะว่า "ชาร์โคล" นั้นให้ประโยชน์หรือโทษอะไรหรือเปล่า? คุณอาจจะมองว่าได้ความแปลกใหม่ ท้าทาย น่าลอง เเต่ก็อาจต้องทำความเข้าใจว่าเเท้จริงเเล้วชาร์โคลนั้นก็มาจาก Activated Charcoal หรือ ถ่านกัมมันต์  ที่หากรับประทานเข้าสู่ร่างกายเข้าไปมากๆ บ่อยๆ ก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้เหมือนกัน  หลายคนเชื่อว่าชาร์โคลช่วยในการดูดซับสารพิษในร่างกายเเต่ในความเป็นจริงเเล้วชาร์โคลเป็นสารที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้ มันก็อาจจะเข้าไปดูดซับวิตามินเเละเเร่ธาตุจากอาหารที่คุณกินเข้าไปอีกด้วยทำให้คุณได้รับสารอาหารที่ดีเหล่านั้นน้อยลง 


ทางองค์กรอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้มีการถอดชาร์โคลอออกจากการเป็นสีผสมอาหารที่ให้ใช้ได้ตั้งเเต่ปี 2016  เเละได้สั่งห้ามขายอาหารที่มีส่วนผสมของชาร์โคลทุกชนิด  อีกทั้งผลกระทบอีกข้อที่น่ากังวลเกี่ยวกับชาร์โคลนั่นก็คือ ทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมยาของร่างกายในผู้ที่ต้องกินยาเป็นประจำจะลดลง  ส่งผลให้ประสิทธิภาพของยาลดลงตามไปด้วย ดังนั้นหากจะให้หาข้อสรุปเกี่ยวกับเทรนด์อาหารชาร์โคลก็ไม่ได้เป็นอาหารที่กินเเล้วทำให้คุณมีสุขภาพดี เราจึงไม่จำเป็นต้องกินชาร์โคลก็ได้


3.  อาหารเเละเครื่องดื่ม  Gluten Free
คนรักสุขภาพส่วนใหญ่เคยสังเกตกันหรือเปล่าคะว่า ทุกวันนี้จะหยิบผลิตภัณฑ์อาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มอะไรขึ้นมาเพื่อรับประทาน หลากหลายเเบรนด์ หลากหลายยี่ห้อ ก็มักจะมีสัญลักษณ์ระบุว่า Gluten Free นั่นก็เพราะเราเชื่อว่าการไม่รับประทานอาหารที่มีกลูเตนนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพซึ่งเราก็ไม่อาจการันตีได้หรอกนะคะว่าความคิดเช่นนั้นผิดหรือถูก เเต่การไม่กินอาหารที่มีกลูเตนอาจเป็นผลดีต่อผู้ป่วยที่จำเป็นต้องเลี่ยง หรือผู้จำเป็นต้องเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีกลูเตน เช่น คนที่เเพ้กลูเตน ระบบภูมิคุ้มกันบกพร้อมเพราะกลูเตนหรือเเพทย์สั่งห้ามรับประทาน 



**เเต่สำหรับคนที่ไม่ได้ป่วย ไม่ได้แพ้กลูเตน หรือจำเป็นต้องเลี่ยงกลูเตนเเล้วล่ะก็เราก็ยังสามารถรับประทานอาหารกลูเตนได้ เพราะกลูเตนก็ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายเราเหมือนกัน เเต่การที่เราเลี่ยงที่จะไม่รับประทานกลูเตนเลยนั้นอาจส่งผลเสียให้ร่างกายขาดสารอาหารได้ เช่น ขาดวิตามิน เส้นใย หรือเเร่ธาตุต่างๆ ตลอดจนเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจเเละโรคเบาหวานเเบบที่2 ซึ่งเป็นภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้อีกด้วย


เเน่นอนว่าเราเชื่อกันมาเสมอว่า เเท้จริงเเล้วน้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพเเละเรื่องของความสวยความงามด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามข้อมูลจากงานวิจัยของคาเรน มิเชลล์ ศาสตราจารย์ด้านสาธารณสุข ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า น้ำมันมะพร้าวก็มีโทษให้ต้องพึงระวังเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจจะเเย่กว่าเนย ไขมันหมู หรือไขมันวัวซะอีก นั่นก็เพราะน้ำมันมะพร้าวมีคอเรสเตอรอลสูง เเละส่งผลต่อโรคหัวใจ เเต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่ได้มีผลการวิจัยที่ออกมาอย่างชัดเจน  ดังนั้นวิธีทางในการบริโภคที่ดีที่สุดก็คือ การรับประทานเเต่พอดี ในปริมาณที่เหมาะสม นั่นก็คือ ไม่ควรเกิน 2 ช้อนโต๊ะต่อวัน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่านะคะ


5.  นมวัว ไม่ดีจริงหรือ?
เทรนด์อาหารอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญของโลกปัจจุบันนี้ที่ต้องยอมรับว่ากระเเสอาหารเพื่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นมังสวิรัต วีเเกน ค่อนข้างมาเเรงจริงๆ เลยนะคะ ทำให้นมวัวไม่ใช่นมทางเลือกในการบริโภคเท่าไหร่นัก เราจึงกันไปให้ความสำคัญกับนมที่ให้โปรตีนจากธรรมชาติเเทน เช่น นมถั่วเหลือง หรือนมอัลมอนด์เเทน ที่เเม้จะมีประโยชน์เหมือนกัน ในเเง่ที่ให้ประโยชน์ทั้งวิตามินเเละเกลือเเร่ ซึ่งอาจทดเเทนการดื่มนมวัวได้ เเต่ในขณะเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ในนมทางเลือกอื่นๆ ไม่มี นั่นก็คือ  ไอโอดีน หรือในนมทางเลือกส่วนใหญ่จะมีอยู่เพียง 2% เท่านั้น ความสำคัญของไอโอดีนก็คือการช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไทรอยด์

ส่วนในสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ทั้งหลาย หากเลี่ยงที่จะไม่ดื่มนมวัวเลยก็อาจมีความเสี่ยงที่เด็กในท้องจะมีไอคิวต่ำ เเถมยังส่งผลต่อส่วนสูงอีกด้วย ดังนั้นเเล้วการไม่ดื่มนมวัวเลยก็ถือว่าไม่เหมาะสมซะทีเดียว หรือหากจะเลือกดื่มนมชนิดอื่นๆ เเล้วล่ะก็ ควรสลับปรับมาดื่มนมวัวบ้างจะเป็นการดีกว่านะคะ


6.  ดื่มน้ำมากเกินไป
จะไปเถียงให้ใครฟังว่าดื่มน้ำเเล้วไม่ดีต่อสุขภาพก็คงไม่มีใครเชื่อ จริงไหมล่ะค่ะ เพราะการดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นส่งที่ดีต่อสุขภาพของเราอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้ เราถูกสอนให้เชื่อมาเสมอว่า ดื่มน้ำให้เยอะเข้าไว้ดีต่อสุขภาพอย่างเเน่นอน เเต่ทุกอย่างบนโลกใบนี้ก็ต้องตั้งอยู่บนความพอดี การดื่มน้ำก็เช่นเดียวกันค่ะ เเละปริมาณการดื่มน้ำที่เหมาะสมเเละพอดีอย่างที่เราทราบกันดี นั่นก็คือ 6 - 8  แก้วต่อวัน เเต่ทั้งนี้เราก็สามารถเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำให้มากขึ้นได้เมื่ออยู่ในสถานการณ์หรือสภาพเเวดล้อม เช่น กลางเเดด หรืออากาศร้อนจัด ต้องสูญเสียเหงื่อเยอะ ก็สามารถดื่มน้ำเพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียเข้าไปมากๆ ได้ เเต่ถ้าการใช้ชีวิตประจำวันเเบบปกตินั้น เคยมีผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลคิงส์ คอลเลจ ของประเทศอังกฤษ ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า การดื่มน้ำที่มากเกินไป ก็อาจส่งผลให้ไตของคุณทำงานหนักมากจนเกินไป เซลล์บวม ระดับโซเดียมต่ำจนเกินไปได้เหมือนกัน


บทความที่เราพยายามนำมาเสนอกันวันนี้นั้นไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะเข้าไปเปลี่ยนความคิดหรือบอกว่าคุณควรเชื่อหรือไม่ต้องเชื่อเรื่องอะไรบ้าง เเต่น่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่านะคะ หากจะพอเป็นอีกหนึ่งข้อมูลดีๆ  ที่ช่วยให้คุณตระหนักว่าการรับประทานหรือเลือกวิธีการดูเเลสุขภาพด้วยวิธีการใดนั้นทุกอย่างควรทำอย่างพอดี กินอะไรในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินความจำเป็น นั่นก็เพราะทุกอย่างมีทั้งประโยชน์เเละโทษเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าขึ้นชื่อว่าสิ่งนี้ อันนี้มีประโยชน์ก็มุ่งมั่นกับการกินสิ่งนั้นซะอย่างเดียว เพราะนั่นอาจทำให้คุณไม่ได้รับสารอาหารอื่นๆ ที่ร่างกายต้องการอย่างเพียงพอ การหันมาให้ความสำคัญกับการดูเเลสุขภาพนั้นเป็นเรื่องดีนะคะ เเต่จะดีกว่ามากหากคุณรับประทานในปริมาณที่พอดี เหมาะสม นี่ซิค่ะจึงจะถือว่าดีที่สุด 

ขอบคุณข้อมูล :  www.healthaddict.com 

ติดตามเคล็ดลับเพื่อสุขภาพ...คลิก >  https://www.facebook.com/youhealth.info 
ติดตามช่องyoutubechannel...คลิก >  https://www.youtube.com/c/youhealthyou-health


indiglow