สุขภาพแบ่งปัน

น้ำมันเพื่อสุขภาพ พร้อมปรุงอาหารด้วยความเฮลท์ตี้..

DREAM@ /

04 พ.ค. 62 16:05

7,198

น้ำมันเพื่อสุขภาพ พร้อมปรุงอาหารด้วยความเฮลท์ตี้..

ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็น อาหารเพื่อสุขภาพ นั้นคุณนึกถึงอะไรบ้างค่ะ บางคนอาจจะนึกถึงชื่ออาหารบางคนอาจจะนึกถึงร้านอาหารจากร้านอาหารที่เพิ่งไปซื้อมารับประทานได้ไม่นาน บางคนอาจจะนึกถึงเเค่ชามสลัดสักจาน เพราะมันจะช่วยควบคุมน้ำหนักให้กับคุณได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าคุณจะนึกถึงอะไรเกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพก็ตาม วันนี้เราขอหยิบเอาอีกหนึ่งเรื่องของอาหารเพื่อสุขภาพ นั่นก็คือวัตถุดิบอย่าง น้ำมัน  นั่นเองค่ะ ถ้าพูดถึงน้ำมันเเล้วในแวดวงสุขภาพเรามักจะหยิบมาถกเถียงเเละพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ เพราะน้ำมันที่ให้ไขมันสูงหากนำมาประกอบอาหารก็จะทำให้ร่างกายได้รับไขมันเข้าไปในปริมาณสูงเช่นเดียวกันนอกจากส่งผลต่อเรื่องน้ำหนักก็ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดเเละสมองอีกด้วย ถ้าอย่างนั้นเเล้ว น้ำมันเเบบไหนกันล่ะค่ะที่ต่อสุขภาพ เเล้วเราควรนำมาใช้เพื่อปรุงอาหาร วันนี้เรามีน้ำมันเพื่อสุขภาพ  3 ชนิดมาฝากกันค่ะที่นอกจากจะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายของเราเเล้วก็ยังมีประโยชน์มากๆ อีกด้วย อย่าช้า...ตามเรามาเลยค่ะ


น้ำมันมะกอก  (Olive Oil)  สร้างสมดุล ช่วยยืดอายุให้ยาวนานขึ้น
คนรักสุขภาพส่วนใหญ่คงจะพอทราบกันบ้างเเล้วว่าน้ำมันมะกอกนั้นเป็นอีกหนึ่งในรายชื่อของน้ำมันเพื่อสุขภาพที่ดี  นั่นก็เพราะเป็นน้ำมันพืชที่อุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวสูง อีกทั้งยังมีสัดส่วนของกรดไขมันโอเมก้า 6 เเละโอเมก้า 3  เท่ากับ 10 : 1 ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับอัตราส่วนของโอเมก้า 6 เเละโอเมก้า 3 ที่มีความเหมาะสมคือ 5 : 1 เเละเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันชนิดอื่น เช่น น้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันปาล์ม ที่มีกรดไขมันโอเมก้า 6 สูงมากเเต่ไม่มีกรดไขมันโอเมก้า3 


ซึ่งกรดไขมันทั้ง 2 ชนิดนี้ต่างทำงานสอดคล้องกันให้ร่างกายสมดุล เช่น หากเกิดบาดเเผล มีเลือดออกเเล้วล่ะก็ กรดไขมันโอเมก้า 6 ก็จะมีส่วนช่วยให้เลือดเเข็งตัวเเละหยุดไหลได้เร็วขึ้น ขนะที่กรดไขมันโอเมก้า 3 จะมีคุณสมบัติตรงข้ามกัน โดยทำให้หลอดเลือดขยาย เลือดไหลเวียนดี เเละช่วยลดความดันโลหิตได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างของน้ำมันมะกอก อีกอย่างนั่นก็คือ น้ำมันมะกอกเป็นไขมันหลักในอาหารเมติเตอร์เรเนียน ในวารสาร The New England Journal of Medicine ที่มีการยืนยันว่าการกินน้ำมันมะกอกเป็นประจำนั้นจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคหัวใจมีอายุยืนขึ้นถึง 5 ปีเลยล่ะค่ะ 


ทราบประโยชน์ดีๆ ไปเเบบนี้เเล้วเคล็ดลับในการนำน้ำมันมะกอกไปปรุงอาหารให้ได้ความเฮลท์ตี้ก็ไม่ยากเลยค่ะ เนื่องจากน้ำมันมะกอกมีจุดเกิดควันต่ำกว่าน้ำมันรำข้าวเเละน้ำมันถั่วเหลืองมาก จึงเหมาะที่จะนำไปปรุงอาหารประเภทที่ต้องใช้การผัดไฟอ่อน หรือนำไปเป็นส่วนผสมในน้ำสลัด จะทำให้ยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้สูง เเต่หากคุณนำไปใช้ไฟเเรงในการผัดหรือทอดก็จะทำให้น้ำมันเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล เกิดเหม็นหืน เเละทำให้เกิดสารก่อมะเร็งได้เหมือนกันค่ะ  


น้ำมันอะโวคาโด  (Avocado Oil) ช่วยลดคอเรสเตอรอล
เพียงเเค่การรับประทานอะโวคาโดก็ว่าดีเเละมีประโยชน์มากอยู่เเล้ว สำหรับน้ำมันอะโวคาโดเองก็มีประโยชน์ที่น่าสนใจมากเช่นเดียวกันนะคะ เพราะสำหรับน้ำมันอะโวคาโดนั้นเป็นน้ำมันที่สกัดมากจาผลอะโวคาโดที่อุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัวตำเเหน่งเดียว (Monounsaturated fatty acids) สูงถึงร้อยละ 70 เเละยังมีงานวิจัยจำนวนมากออกมารองรับว่าน้ำมันอะโวคาโดนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก  อย่างเช่น วารสาร Diabetes Care ที่พบว่า การกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัวตำเเหน่งเดียว เป็นประจำนั้นจะมีผลในการช่วยลดน้ำหนัก  ลดไขมันหน้าท้อง เเละเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลินในการลำเลียงน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้


นอกจากนี้ยังมีผลการทดลองจาก The Journal of the American Heart  Association ที่มีการเเบ่งคนอ้วนออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มเเรกให้กินอาหารไขมันต่ำ มีสัดส่วนไขมันร้อยละ 24 ของพลังงานทั้งหมด (มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำเเหน่งเดียวร้อยละ 11) กลุ่มที่ 2 ให้กินอาหารที่มีสัดส่วนไขมันที่เหมาะสม คือ ร้อยละ 34 ของพลังงานทั้งหมด (มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำเเหน่งเดียวร้อยละ 17 ) เเละกลุ่มสุดท้ายจัดอาหารเช่นเดียวกับกลุ่มที่ 2 เเต่มีการเพิ่มอะโวคาโด 1 ผล ลงในมื้ออาหารทุกวัน เมื่อผ่านไป 5 สัปดาห์ ในกลุ่มที่ได้รับไขมันมากที่สุดสามารถลดระดับไขมันในเลือดได้มากที่สุดโดยช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้นั่นเองค่ะ 


ทั้งนี้น้ำมันอะโวคาโดมีจุดเกิดควันสูง เเละยังสูงกว่าน้ำมันปาล์มเเละน้ำมันรำข้าว จึงทำให้สามารถนำไปใช้เป็นน้ำมันที่ดีสำหรับทอด หรือนำไปใช้ผัดไฟเเรงได้หรือใช้ทำน้ำสลัดได้ดีเหมือนกันค่ะ

สำหรับน้ำมันเมล็ดเเฟลกซ์หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นชื่อนี้สักเท่าไหร่ เเต่ก็ถือว่าได้รับความนิยมไม่น้อยเลยล่ะค่ะ  ข้อมูลจาก The European Food Safety Authrority (EFSA) ซึ่งเเนะนำว่าร่างกายควรได้รับกรดไขมันโอเมก้า 3 วันละ 2 กรัม ซึ่งเมล็ดเเฟกซ์ซี๊ดเพียง 1 ช้อนโต๊ะ หรือ 10 กรัม นั้นสามารถให้ไขมันโอเมก้า 3 สูงเพียงพอต่อความต้องการใน 1 วัน 


หรือในงานวิจัยอีกหลายชิ้นมีการยืนยันว่าเมล็ดเเฟลกซ์เเละน้ำมันเเฟลกซ์ซี้ดนั้น มีคุณสมบัติในการช่วยลดคอเรสเตอรอลเเละยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ  นอกจากนี้เเล้วก็ยังมีรายงานอีกว่า น้ำมันแฟลกซ์ซี๊ดช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเเละผู้หญิงที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดีอีกด้วย


รวมถึงงานการวิจัยอีกหลายชนิดที่ช่วยยืนยันถึงประโยชน์ของน้ำมันเมล็ดเเฟลกซ์ที่ช่วยในการลดคอเรสเตอรอล รวมทั้งกลีเซอไรด์ ช่วยเพิ่มคอเรสเตอรอลชนิด HDLในเลือดได้ช่วยทำให้หลอดเลือดสะอาดมากขึ้น มีส่วนช่วยในการบำรุง DHA ที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์สมอง เเละยังทำหน้าที่บำรุงสมองเเละสายตาได้อีกด้วย ซึ่งหากใครต้องการจะนำไปปรุงอาหารเพื่อรับประทานเเล้วล่ะก็ คุณสามารถใช้น้ำมันเเฟลกซี้ด ที่มีจุดเกิดควันต่ำมาก เเละยังต่ำกว่าน้ำมันมะกอก ดังนั้นคุณจึงไม่ควรปรุงโดยใช้ความร้อน เเต่ใช้ผสมในน้ำสลัด หรือโรยเมล็ดเเฟลกซ์ซี้ดใส่ในโยเกิร์ตเเละผลไม้ก็ให้คุณประโยชน์ได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ 


เพราะอาหารกับสุขภาพนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันจนเเทบจะเเยกไม่ออกกันเลยนะคะ การเลือกบริโภคอาหารเเต่ละอย่างของเรานั้นก็ล้วนเเต่ส่งผลสุขภาพเเละร่างกายทั้งสิ้นอย่างที่เขาบอกกันนั่นเเหละค่ะว่า กินอย่างไร สุขภาพของเราก็เป็นอย่างนั้น  เเม้เเต่เเค่เรื่องของน้ำมันก็เช่นเดียวกัน  น้ำมันบางชนิดหากเรานำไปประกอบอาหารผิดวิธีก็อาจทำให้เกิดผลเสียได้เหมือนกัน ดังนั้นหากอยากเริ่มต้นสร้างสุขภาพที่ดีไม่ต้องคิดการณ์ไกลอะไรก่อนเลยค่ะ เเค่ลองพิถีพิถันกับการเลือกบริโภคน้ำมันที่เรานำมมาใช่ปรุงอาหารกันสักหน่อย ไม่กินมากเกินพอดี เลือกน้ำมันให้เข้ากับวิธีการปรุงอาหารอีกสักนิด ชื่อเเน่ว่าย่อมจะส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณอย่างเเน่นอนค่ะหนุ่มๆสาวๆที่รักสุขภาพทุกคน


ขอบคุณข้อมูล :  goodlifeupdate.com

ติดตามเคล็ดลับสุขภาพ...คลิก >  https://www.facebook.com/youhealth.info 
ติดตามช่อง youtube channel...คลิก >  https://www.youtube.com/c/youhealthyou-health 

indiglow