ติดต่อโฆษณา 
menu

สุขภาพแบ่งปัน

ไข้เลือดออก ภัยเงียบคร่าชีวิต...รู้เท่าทันป้องกันได้

DREAM@ /

15 มิ.ย. 62 16:06

13,486

ไข้เลือดออก ภัยเงียบคร่าชีวิต...รู้เท่าทันป้องกันได้

เข้าหน้าฝนทีไร นอกจากเรื่องพฤติกรรมชีวิตหลายๆ อย่างต้องเริ่มปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศเเล้ว เรื่องสุขภาพก็ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่เราต้องหันมาให้ความสำคัญไม่เเพ้เรื่องอื่นๆ เลยล่ะค่ะ ยิ่งถ้าพูดถึงโรคระบาดยอดฮิตที่มักเกิดขึ้นประจำฤดูฝนเเล้วล่ะก็ หนึ่งในโรคที่ต้องเฝ้าระวังก็คือ  โรคไข้เลือดออก นั่นเองค่ะ เพราะในช่วงฤดูฝนนั้นเป็นช่วงที่มียุงลายชุกชุม เเละในเเต่ละปีก็มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มมากขึ้น  ไข้เลือดออกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย อาการของโรคไข้เลือดออกมีตั้งเเต่อาการที่ไม่รุนเเรงมากนักไปจนถึงเสียชีวิตได้เลย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ไม่ว่ากี่ครั้งที่เราได้ยินชื่อ  โรคไข้เลือดออก หลายคนอาจคุ้นชินจนหลงลืมว่าความน่ากลัวของโรคนี้ก็มีความอันตรายมากเหมือนกัน วันนี้  you-health  ชวนทุกคนไปรับมือกับโรคไข้เลือดออก ภัยเงียบคร่าชีวิต เเต่หากคุณรู้อย่างเท่าทัน ก็สามารถป้องกันเเละรับมือกับโรคนี้ได้ 


โรคไข้เลือดออก เกิดจากอะไร?
 โรคไข้เลือดออก (Denguehemorhagicfever) เป็นโรคที่เกิกจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี โดยมียุงลายเพศเมีย เป็นพาหะนำโรค มักพบในประเทศเขตร้อนเเละระบาดมากในช่วงฤดูฝนของทุกปี(Dengue) ซึ่งมีอาการแสดงได้ 3 เเบบ นั่นก็คือ

- ไข้เดงกี่

- ไข้เลือดออกเดงกี่

- ไข้เลือดออกเดงกีช็อก 

หากผู้ป่วยที่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นไข้เลือดออกเเล้วไม่เข้ารับการรักษาตั้งเเต่เนิ่นๆ เเต่หากรู้ตัวเเละรักษาได้อย่างทันท่วงทีก็สามารถหายได้ภายในเวลาไม่นาน  เชื้อไวรัสเดงกี่มีอยู่ด้วยกัน 4 สายพันธุ์ นั่นก็คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3, DENV-4 สำหรับใครที่ได้รับเชื้อไวรัสไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ใดก็สามารถเป็นโรคไข้เลือดออกได้เหมือนกัน เเละหากร่างกายติดเชื้อจากสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งเเล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานสายพันธุ์นั้นขึ้นมา หากได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ต่างออกไปจากครั้งเเรกก็สามารถที่จะเป็นไข้เลือดออกได้อีก  เเละโดยทั่วไปเเล้วอาการของโรคครั้งที่ 2 มักจะรุนเเรงกว่าครั้งเเรก เเต่ทั้งนี้หลายคนอาจเกิดความสับสนระหว่างโรคไข้เลือดออกกับโรคไข้หวัดใหญ่ เพราะมีอาการเบื้องต้นคล้ายคลึงกัน ดังนั้นผู้ป่วยต้องสังเกตอาการเริ่มเเรกให้ดี เพื่อเเยกเเยะความเเตกต่างของโรคไข้หวัดใหญ่เเละไข้เลือดออกได้


อาการของโรคไข้เลือดออก เเบ่งออกได้เป็น 3 ระยะคือ 

ระยะที่ 1 ระยะไข้
สำหรับระยะที่ 1 หรือระยะไข้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงอย่างฉับพลัน มีลักษณะเป็นไข้สูงลอยตลอดเวลาเเม้จะกินยา แก้ไข้หวัด ไข้ก็ไม่ลด หน้าเเดง ตาเเดง เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามตัว กระหายน้ำ ซึมเเละมีอาการเบื่ออาหาร เเละเกิดอาการอาเจียนร่วมเสมอ หรืออาจคลำพบตับโต มีอาการกดเจ็บเล็กน้อย รวมถึงในบางรายอาจมีอาการถ่ายเหลว หรือท้องผูกด้วย ใน 24 -28 ชั่วโมงเเรก ผิวหนังบริเวณใบหน้า ลำคอ เเละหน้าอกของผู้ป่วยอาจมีอาการเเดง ซึ่งเกิดจากการที่มีหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัว อาจมีผื่นปื้นสีเเดงคล้ายหัด ไม่คัน ขึ้นตามเเขน ขา เเละลำตัวโดยจะเป็นอยู่ประมาณ 2 - 3 วัน  ในบางรายอาจพบผื่นเป็นจ้ำเลือดหรือมีจุดเลือดออกมีจุดเเดงเล็กๆ ร่วมด้วย โดยจะขึ้นตามหน้า เเขน ขา ซอกรักเเร้เเละในช่องปาก เป็นต้น


**ในระยะนี้หากไม่มีอาการรุนเเรง ไข้จะลดลงในวันที่ 5 - 7 บางรายอาจมีไข้เกิน 7 วัน เเต่หากมีอาการรุนเเรงมากก็จะปรากฏอาการระยะที่ 2


ระยะที่ 2 ระยะช็อคหรือมีเลือดออก
ระยะที่ 2 หรือระยะวิกฤติ ในระยะนี้ไข้อาจลดลง เเต่อาการผู้ป่วยกลับทรุดหนัก ปวดท้อง เเละอาเจียนบ่อยขึ้น มีความซึมมากขึ้น เกิดความกระสับกระส่าย เหงื่อออก ตัวเย็น ปลายมือปลายเท้าเย็น ปัสสาวะออกน้อย ชีพจรเต้นเบาเเต่เร็ว เเละมีความดันต่ำ  ถ้ามีอาการรุนเเรงผู้ป่วยอาจไม่ค่อยรู้สึกตัว ตัวเย็นชืด ปากเขียว เเละความดันตกจนวัดไม่ได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเสียชีวิตได้ภาย 1 - 2 วัน  

**ในระยะนี้จะกินเวลาประมาณ 24 - 72 ชั่วโมง ถ้าหากผู้ป่วยสามารถผ่านช่วงวิกฤตไปได้ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3  



ระยะที่ 3 ระยะฟื้นตัว
อาการระยะที่ 3 ในรายที่มีภาวะช็อกไม่รุนเเรง เมื่อผ่านวิกฤตในระยะที่ 2 มาได้เเล้ว อาการทุกอย่างจะเริ่มดีขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือเเม้เเต่ผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกรุนเเรงเเต่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เเละทันท่วงทีก็จะค่อยๆ ฟื้นตัวเข้าสู่สภาพปกติผู้ป่วยเริ่มอยากกินอาหาร ชีพจรเต้นช้าลง ความดันโลหิตกลับมาสู่ระดับปกติ ผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่นวงเล็กๆ สีขาวขึ้นเป็นปื้นสีเเดงบนผิวหนัง โดยเฉพาะที่ขาทั้งสองข้าง ส่วนมากเเล้วจะไม่มีอาการคัน เเละไม่เจ็บ อาจพบอาการคันตามผิวหนังเล็กน้อยเเละมักจะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ โดยไม่ทิ้งรอยดำ หรือเเผลเป็นไว้

ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีตัวยาต้านเชื้อไวรัสเดงกี่สำหรับโรคไข้เลือดออก การรักษาอาการของโรคนี้จึงเป็นไปตามอาการเพื่อเป็นการประคับประคองให้ร่างกายของผู้ป่วยกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งในรายที่อาการไม่รุนเเรง โรคไข้เลือดออกอาจหายได้เองภายใน 2 - 7 วัน การดูเเลอาการเบื้องตันผู้ป่วยควรดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำเกลือเเร่เพื่อเป็นการป้องกันภาวะขาดน้ำ พยายามเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อเป็นการลดไข้เป็นระยะๆ รับประทานอ่อนๆ งดอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสีคล้ายเลือดเพื่อไม่ให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อน อาจรับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอลได้ในปริมาณที่เเพทย์สั่งเท่านั้น ห้ามรับประทานยาแอสไพรินเเละยากลุ่ม NSAID เด็ดขาดเพราะอาจทำให้เลือดออกง่ายเเละมากขึ้นซึ่งหากพบว่าผู้ป่วยมีอาการอาเจียนมากปวดท้องมาก ตัวเย็นผิดปกติ ไม่ปัสสาวะนานกว่า 6 ชั่วโมงควรรีบพบเเพทย์โดยเร็วที่สุด


การป้องกันโรคไข้เลือดออก
เเม้ปัจจุบันจะกำลังมีการพัฒนาวัคซีน เพื่อการป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกีเเต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ ก็คือ การป้องกันตนเองจากการโดนยุงกัดนั่นเองค่ะ นั่นก็คือ การพยายามไม่ให้ยุงลายกัด โดยสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด ใช้สารไล่ยุงชนิดต่างๆ เช่น DEET รวมถึงป้องกันไม่ให้ยุงลายเข้ามาหลบซ่อนหรืออาศัยอยู่ในบ้านของคุณ ทั้งนี้ยุงลายมักกัดในเวลากลางวันมากกว่ากลางคืน


ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณบ้านเเละใกล้เคียง ด้วยการปิดฝาภาชนะที่มีน้ำขังไม่ให้ยุงเข้าไปวางไข่ได้ พยายามเปลี่ยนภาชนะที่ปิดไม่ได้ เช่น เเจกันทุกสัปดาห์ ปล่อยปลาลงไปกินลูกน้ำในอ่างบัว ปรับปรุุงสภาพเเวดล้อมบริเวณบ้านให้สะอาด ปราศจากเศษวัสดุที่อาจมีน้ำขังได้ เช่น ขวดเก่ากระป๋องเก๋า เป็นต้น 

จากข้อมูลที่คุณได้รับนี้ก็พอจะได้เป็นเเนวทางในการดูเเลตัวเองได้ไม่มากก็น้อยเลยนะคะ ยิ่งในขณะนี้สภาพอากาศก็ถือว่าเป็นการเอื้ออำนวยให้ครอบครัวยุงทั้งหลายเข้ามาอาศัยเเละเพาะพันธุ์ได้หมั่นสำรวจเเหล่งน้ำขังรอบๆบ้าน  เเละที่สำคัญปฏิบัติตามข้อปฏิบัติข้างต้นเพื่อเป็นการดูเเลตัวเองให้ปลอดภัยมากที่สุดจากโรคไข้เลือดออกนะคะ 


ขอบคุณข้อมูล : www.gedgoodlife.com

  
ติดตามเคล็ดลับเพื่อสุขภาพ...คลิก >  https://www.facebook.com/youhealth.info
ติดตามช่อง youtube channel...คลิก>  https://www.youtube.com/c/youhealthyou-health