ติดต่อโฆษณา 
menu

สุขภาพแบ่งปัน

โนโมโฟเบีย โรคกลัวการขาดมือถือ ใช่คุณหรือเปล่า?

DREAM@ /

18 มิ.ย. 62 13:06

20,914

โนโมโฟเบีย โรคกลัวการขาดมือถือ ใช่คุณหรือเปล่า?

ก่อนจะลงไปอ่านบทความ เราอยากชวนตั้งคำถามกันก่อนค่ะ....

ในเเต่ละวันคุณใช้โทรศัพท์บ่อยมากเเค่ไหนค่ะ? เช้าขึ้นมาคุณจับโทรศัพท์เป็นสิ่งเเรกหรือเปล่า? เเละก่อนนอนในเเต่ละคืนสิ่งสุดท้ายที่คุณจะทำ คือการนอนเล่นโทรศัพท์หรือเปล่า?  เพราะคงจะปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ นะคะว่าในยุคดิจิตัลที่สมาร์ทโฟนเช้ามามีบทบาทในชีวิตของเราเเทบจะตลอดเวลาเเบบนี้ วันทั้งวันคุณจึงต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเเล้วดูอีก จนนับครั้งไม่ถ้วน  บางคนขนาดหลับไปเเล้ว เมื่อเสียงเตือนข้อความจะดังขึ้นก็ต้องลุกขึ้นมาตอบข้อความหรือกดแป้นพิมพ์ในห้องนอนที่ปิดไฟมืดสนิทเเล้ว ภาพต่อมาก็คือคุณกลับไปพร้อมกับโทรศัพท์ที่ยังคาอยู่ในมือของคุณตื่นเช้าขึ้นมาก็มาจับมันอีก ไหนจะรับ-ส่งข้อความ เลื่อนดูโน่นนี่นั่นเเละในระหว่างวันคุณอาจต้องเเชะ เเชร์หรืออัพข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับตัวเองลงในช่องทางโซเชียลต่างๆ หากวันทั้งวันของคุณเป็นเเบบนี้ เเน่นอนว่าคุณอาจเข้าสู่อาการ เสพติดสมาร์ทโฟน  เข้าเเล้วล่ะค่ะ 


เเล้วเมื่อไหร่ วันไหนที่คุณลืมเอามันออกมาจากบ้าน หรือมีเหตุต้องงดเล่นโทรศัพท์ขึ้นมาเเล้วล่ะก็ คุณจะเกิดอาการวิตกกังวลเกินกว่าเหตุ รู้สึกกระวนกระวายหรือถ้าจะพูดว่าเเทบจะลงเเดงเลยล่ะก็ อาการเช่นนี้ก็คือ  โนโมโฟเบีย  (Nomophobia) ที่มีคนจำนวนมากหรือคุณกำลังเป็นอยู่โดยไม่รู้ตัวก็ได้นะคะ  วันนี้เราเลยขอพาทุกคนไปทำความรู้จักโรคนี้กันให้ละเอียดถี่ถ้วน เเละเช็กพร้อมกันว่า คุณกำลังเข้าข่ายอาการโนโมโฟเบีย อยู่หรือเปล่าว่าเเล้วก็ตามเรามาเลยค่ะ 


โนโมโฟเบีย คืออะไร?
โนโมโฟเบีย (Nomophobia) ย่อมาจากคำว่า No  Mobile Phone Phobia เป็นศัพท์ที่องค์การวิจัยของสหราชอาณาจักร บัญญัติขึ้นเพื่อใช้เรียกอาการที่เกิดจากความหวาดกลัวจากการขาดโทรศัพท์มือถือเพื่อการติดต่อสื่อสาร  ในนิยามทางการเเพทย์นั้นไม่ใช่โรค เเต่เป็นกลุ่มอาการ เพราะมีการสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของคนหรือสังคม เมื่อโทรศัพท์มือถือเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเเล้วล่ะก็  เกิดความกังวลใจว่าถ้าไม่มีโทรศัพท์เเล้วจะทำอย่างไร  หรือเกิดอาการหวาดกลัว วิตกกังวล ทุกครั้งที่จำเป็นต้องห่างจากมือถือของตน อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นได้มากในกลุ่มวัยรุ่น เพราะเป็นกลุ่มวัยที่มีเพื่อนมาก ชอบเล่นเกม ชอบเที่ยว ชอบทำกิจกรรมมากมาย จึงต้องอัพเดตข่าวคราวถึงกันบ่อยๆ 


เทคโนโลยีสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ เเท็บเล็ต นั้นล้วนเเต่เป็นสิ่งที่สามารถพกไปไหนมาไหนได้สะดวก เเละเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา จึงทำให้คนเราเข้าไปใช้งานจนเปลี่ยนไปเป็นติดการใช้งานเเบบไม่สามารถขาดได้  เพราะสิ่งที่ได้รับพื้นฐานจากอุปกรณ์เหล่านี้ก็คือ เทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสาร มีการตอบสนองได้รวดเร็วเหมาะแก่การใช้ในการส่งต่อความรู้สึก จะใช้เพื่อความเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย ทำหน้าที่ได้มากมายหลายฟังก์ชั่น นั่นทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันของเราจำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการสนทนา ถ่ายรูป เล่นโซเชียล จึงกลายเป็นเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิตของเราจนรู้สึกว่าไม่สามารถขาดได้นั่นเองค่ะ 

สำหรับพฤติกรรมที่เข้าข่ายกลุ่มอาการโนโมโฟเบีย ก็คือ พกโทรศัพท์มือถือติดตัวตลอดเวลาต้องคอยคลำกระเป๋ากางเกงหรือกระโปรงตลอดเวลาว่าโทรศัพท์อยู่ข้างๆ ตัวเองหรือไม่  หมกมุ่นอยู่กับการเช็กข้อความในโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา หรือเเม้ตอนที่คุณได้ยินเสียงคล้ายๆ เสียงข้อความเข้าถ้าไม่ได้ตรวจดูโทรศัพท์เเล้วล่ะก็จะมีอาการกระวนกระวายใจ ไม่สามารถทำงานหรือทำกิจกรรมตรงหน้าได้สำเร็จ เมื่อตื่นนอนมาเเล้วก็จะต้องรีบคว้าโทรศัพท์มาเช็กข้อความ หรือก่อนนอนเล่นโทรศัพท์จนกระทั่งหลับ เเม้ในตอนรับประทานอาหารเข้าห้องน้ำ ขับรถ นั่งรอรถโดยสาร หรือรถรถไฟฟ้าก็จะต้องหยิบจับขึ้นมาดู มาเช็กอยู่เสมอ 


ยิ่งหากคุณเผลอลืมโทรศัพท์มือไว้ที่บ้านจะรู้สึกว่ามีความกังวลใจเป็นอย่างมาก หรือหากหาโทรศัพท์ไม่เจอเเล้วล่ะก็จะรู้สึกตื่นตระหนกตกใจเป็นอย่างมาก 
ใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนในออนไลน์มากกว่าการคุยกับเพื่อนที่นั่งอยู่ตรงหน้าของคุณ ห้ามใจไม่ให้เล่นโทรศัพท์ ภายใน 1 ชั่วโมงไม่ได้  หากคุณอยู่ในที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์หรือไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือเเม้เเต่เเบตเตอรี่หมดกระทันหัน เเล้วคุณจะรู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก

 

**ลองสำรวจตัวเองดูว่าถ้าใครมีอาการเหล่านี้เเสดงว่าคุณกำลังมีความวิตกกังวลเกินกว่าเหตุหรือเปล่า เพราะจริงๆ เเล้วการไม่มีโทรศัพท์มือถือเเค่ 1 วัน มันไม่ได้เเสดงว่าคุณกำลังเข้าสู่อาการโนโมโฟเบียเเล้วล่ะค่ะ  เพราะอาการวิตกกังวลใจของเเต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน  เเต่ถ้าคุณเช็กตัวเองเเล้วพบว่าเข้าข่ายอาการโนโมโฟเบียเเล้วไม่ใช่ผลดีอย่างเเน่นอนค่ะ เพราะจะส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต เเละสุขภาพสมองได้อีกด้วย เนื่องจากการใช้งานเทคโนโลยีเป็นการรับข้อมูลของสมองที่ต้องใช้ความเข้มข้นสูงในการจ้องหรือรับข่าวสารตลอดเวลา 

โนโมโฟเบียน่ากลัวอย่างไร?
หลายคนมองพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก เเต่นั่นเป็นเพราะพฤติกรรมที่คุ้นเคยของคุณหรือเปล่า? เพราะโนโมโฟเบียนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่จะก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายตามมาอย่างที่คุณคาดไม่ถึง เช่น อาการนิ้วล็อกจากการใช้มือกดหรือสไลด์หน้าจอติดต่อกันนานเกินไป  ถ้าเล่นนานๆ จะเกิดอาการปวดศีรษะตามมา เเละปัญหาเรื่องสมาธิเพราะตัวภาพเเละจอจะรบกวนสมาธิให้ลดลง  หรือการสัมผัสกับเเสงสีฟ้าจากหน้าจอสมาร์ทโฟนไปนาน นั้นก็อาจส่งผลใหเกิดปัญหาเรื่องสายตา ทำให้วุ้นในตาเสื่อม จอประสาทตาเสื่อมหรือตาบอดได้ นอกจากนี้เเล้วอาจทำให้หมองรองกระดูกเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร นั่นก็เพราะท่าทางการใช้โทรศัพท์ที่ถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะการก้มหน้า อาจทำให้กล้ามเนื้อของคุณนั้นไม่สามารถพยุงกระดูกได้นั่นเองค่ะ
หรือโรคอ้วนก็สามารถเป็นได้ เพราะหลายคนคงเคยใช้โทรศัพท์มือถือไป กินขนมไป เพลินจนน้ำหนักขึ้นไม่รู้ตัว


ต้องทำอย่างไร? เมื่อเกิดอาการโนโมโฟเบีย
ขอบอกเลยค่ะ ว่าไม่ยากอย่างที่คุณคิดเลย อาการโนโมโฟเบียไม่ได้เป็นโรครุนเเรงที่ต้องไปพบเเพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา  หากเเต่คุณปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในเเต่ละวันของคุณเอง ลองหากิจกรรมอื่นๆทำนอกเหนือจากการพักผ่อนด้วยการเล่นเกม ฟังเพลง หรือดูหนังในโทรศัพท์มือถือ ลองออกไปวิ่งออกกำลังกายบ้างเปลี่ยนไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ดูไหม? หรือนั่งล้อมวงคุยกับเพื่อนเเบบเห็นหน้ากัน หากคุณจดจ่ออยู่เเต่กับหน้าจอจะทำให้สมองต้องรับข้อมูลหนักมากขึ้น ดังนั้นก็จะต้องมีเวลาในการพักสมอง ปลอดมือถือเสียบ้าง ลองจัดเวลาไม่ใช้โทรศัพท์มือถือเลย เช่น ตอนรับประทานอาหาร เวลาทำงาน หรือก่อนนอน อาจเริ่มต้นจากเเค่ 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง เมื่อทำได้เเล้วจึงค่อยๆ เพิ่มเวลาไปเรื่อยๆ 

ไม่สามารถปฏิเสธได้หรอกนะคะว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามามีบทบาทหรืออิทธิพลกับการดำเนินชีวิตประจำวันของเรามากเเค่ไหน? เเละมีเเนวโน้มว่าจะมากขึ้นเรื่อยๆอุปกรณ์มือถือ สมาร์ทโฟนต่างๆ ก็ได้รับการคิดค้นหรือพัฒนาอยู่ไม่สิ้นสุด เเต่อย่าลืมซิค่ะว่าตัวเองนี่เเหละที่เป็นคนใช้งานพวกมันก็ต้องรู้ว่ามันถูกผลิตหรือสร้างสรรขึ้นมาเพื่อประโยชน์อะไรบ้าง ไม่ได้เพื่อสำหรับการใช้ตลอดเวลา ใช้เท่าที่จำเป็นดังนั้นเเล้วการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างพอดีอย่างรู้เวลามีเวลาให้กับตัวเองเเละคนรอบข้างบ้าง  หากิจกรรมอื่นๆ ที่ยังไม่เคยมีโอกาสได้ทำบ้าง หรือออกเดินทางท่องเที่ยวในสถานที่ที่อยากไปบ้างโดยเฉพาะในวัยเด็กทั้งหลายไม่ควรเล่นโทรศัพท์นานเกินไปเนื่องจากอาจทำให้การขาดสมาธิได้ง่ายทำให้สมาธิสั้นได้หากคุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเเบบนี้ได้เชื่อเถอะค่ะว่าชีวิตของคุณก็จะมีความสุขมากกว่าการทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับมือถืออย่างเเน่นอนค่ะ 

ขอบคุณข้อมูล :  med.mahidol.ac.th 

ติดตามเคล็ดลับเพื่อสุขภาพอื่นๆ...คลิก> https://www.facebook.com/youhealth.info
ติดตามช่อง youtube channel...คลิก > https://www.youtube.com/c/youhealthyou-health