ติดต่อโฆษณา 
menu

สุขภาพแบ่งปัน

กินไม่ยั้ง ระวัง! "ไขมันพอกตับ"

DREAM@ /

25 มิ.ย. 62 14:06

16,260

กินไม่ยั้ง ระวัง! "ไขมันพอกตับ"

คุณเป็นหรือเปล่าค่ะ?  คุณเป็นหนึ่งในคนที่กินอะไรก็อร๊อย อร่อย ไปซะทุกอย่าง เเถมเมนูโปรดในชีวิตก็หนีไม่พ้นชาบู ซูชิ หรือหมูกระทะเเน่นอน จัดหนักมาเเค่ไหนก็ฟาดเรียบตลอด กินโดยไม่เลือกว่าอะไรจะส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย  ไลฟ์สไตล์ที่คอยเร่งให้คุณต้องคอยใช้ชีวิตเร่งรีบอยู่ตลอดเวลาก็ยิ่งทำให้พฤติกรรมการรับประทานอาหารไขมันสูงมากขึ้น หรืออาหารจานด่วนที่รับประทานได้ง่ายเเต่ไม่มีประโยชน์  โดยไม่สนใจว่าน้ำหนักหรือสุขภาพของคุณว่าจะเป็นอย่างไร?  หลายคนคิดว่าไขมันเหล่านั้นมันสะสมอยู่ตามเเขน ขา หรือหน้าท้องเเต่เพียงเท่านั้น เเต่คุณเเน่ใจเเค่ไหนค่ะว่าไขมันเหล่านั้นจะไปกองอยู่ที่อวัยวะเหล่านั้นอย่างเดียว เพราะมันอาจไปสะสมอยู่ที่  ตับ เเละเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไขมันพอกตับ ขึ้นได้


สำหรับโรคไขมันพอกตับ หรืออาจจะเรียกว่า  ไขมันเกาะตับ (Fatty Liver Disease) คือภาวะที่มีไขมันเข้าไปอยู่ในเซลล์ตับเกินปกติ คือ ประมาณ 5-10%  ของน้ำหนักตับ ซึ่งโดยทั่วไปเเล้วมักจะเป็นไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ (ไขมันในเลือด) เเละเมื่อไขมันสะสมในตับเป็นปริมาณมากเเล้วล่ะก็จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง หรือเซลล์ตับตายเกิดผังผืดภายในตับ จนหลายเป็นโรคตับเเข็งในที่สุดเเละยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับอีกด้วยนะคะ 

โรคไขมันพอกตับเกิดจากอะไร?
สาเหตุหรือปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันพอกตับ เเบ่งออกเป็น 2 สาเหตุสำคัญ นั่นก็คือ

1. โรคไขมันพอกตับที่มีสาเหตุมาจากการดื่มแอลกอฮอล์  ซึ่งความรุนเเรงของโรคนี้จะขึ้นอยู่กับปริมาณเเอลกอฮอล์ ประเภท เเละระยะเวลาที่ดื่ม หรือเรียกว่า Alcoholic fatty liver


2. โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือมาจากปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ 
นอกจากนี้ยังสาเหตุปัจจัยสำคัญที่สุด ก็คือการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารมัน อาหารหวาน หรืออาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตมากเกินไป อาหารเหล่านี้จะเข้าไปเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ในตับ เมื่อร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้หมดเเล้วก็จะเกิดการสะสมในตับนั่นเองล่ะค่ะ 


หรืออีกหลายปัจจัยที่อาจทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับได้มากขึ้น เช่น ภาวะอ้วน น้ำหนักตัวเกิน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง รวมถึงโรคต่างๆ ของตับ เช่น  ไวรัสตับอักเสบ หรือการใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อตับ เป็นตัน 

** เเต่หากต้องการทราบว่าตัวเรานั้นมีความเสี่ยงของภาวะไขมันพอกตับหรือไม่ ก็อาจพิจารณาได้จาก

- รอบเอว ในผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 40 นิ้ว เเละผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 35 นิ้ว อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไขมันพอกตับได้

-  น้ำตาลในเลือดซึ่งสูงมากกว่า 100 มิลลิกรัม-เดซิลิตร

-  ไขมันไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 150 มิลลิกรัม-เดซิลิตร

- ไขมันชนิดดีหรือ HDL คอเรสเตอรอลต่ำ (ซึ่งโดยปกติเเล้วค่า HDL คอเรสเตอรอล ยิ่งสูงยิ่งดีในผู้ชายก็ควรมีค่า HDL คอเรสเตอรอล มากกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เเละในผู้หญิงมากกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร)

-  ความดันโลหิตสูง นอกจากจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเเละหลอดเลือดเเล้ว ก็ยังเป็นตัวกระตุ้นให้มีไขมันพอกตับมากขึ้นอีกด้วยล่ะค่ะ 

ไขมันพอกตับมีอาการอย่างไร? 
โดยส่วนใหญ่อาการของผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับจะไม่เเสดงให้เห็นตั้งเเต่เริ่มเเรก เเต่จะเริ่มมีอาการที่เป็นผลพวงมาจากการที่มีไขมันสะสมอยู่ในตับจำนวนมาก ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยก็คือ

รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อย ไม่มีเเรง

รู้สึกไม่สบายท้อง

น้ำหนักลดผิดปกติ ความอยากออาหารลดน้อยลง มีความรู้สึกคลื่นไส้

มึนงง ความสามารถในการจัดสินใจเเละมีสมาธิน้อยลง

โดยทั่วไปเเล้ว  ภาวะไขมันพอกตับจะมีการดำเนินโรคเเบบค่อยเป็นค่อยไป  เป็นเสมือนภัยเงียบที่ค่อยๆ ทำร้ายร่างกายของเราไปโดยไม่รู้ตัว โดยส่วนมากเเล้วผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับจึงไม่มีอาการเเสดงหรือบ่งบอกอะไรมากนัก อาจตรวจพบความผิดปกติก็ต่อเมื่อมาตรวจสุขภาพประจปีหรือมาตรวจร่างกายด้วยปัญหาอื่นยกเว้นในกรณีที่โรคเริ่มกำเริบไปจนถึงการมีภาวะตับอักเสบ  ผู้ป่วยอาจมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ หรือในกลุ่มของผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันพอกตับพบว่ามีปัญหาตับอักเสบ 10- 20 % นั่นหมายความว่าเมื่อไหร่ที่เกิดปัญหาตับอักเสบ ก็เท่ากับมีความเสี่ยงของตับเเข็งเเละมะเร็งตับตามมาได้ ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับจึงไม่ควรละเลยการรักษาเเละการดูเเลตนเอง

การรักษาไขมันพอกตับ.. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสำคัญที่สุด
สำหรับการรักษาภาวะไขมันพอกตับ ขึ้นอยู่กับระยะของโรคว่าอยู่ในระยะใด ซึ่งการรักษาภาวะไขมันพอกตับในระยะที่ยังไม่มีการอักเสบ อาจจะเเตกต่างจากระยะที่มีตับอักเสบหรือตับเเข็งเเล้ว โดยทั่วไปการรักษาการรักษาภาวะไขมันพอกตับที่สำคัญที่สุด ก็คือ การปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตเเละพฤติกรรมการรับประทานอาหารเช่น

เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวเน้นการรับประทานผัก ผลไม้หรือธัญพืช เช่น เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดฝักทอง งา หรือนอกจากนี้ก็มีผักบางชนิดที่สามารถช่วยเร่งกระบวนการกำจัดพิษออกจากตับได้เป็นอย่างดีเช่น บร็อกโคลี่กะหล่ำ กระเทียม หรือหัวหอมเป็นต้น 



ลดอาหารประเภทแป้งหรือน้ำตาล นั่นก็เพราะไตรกลีเซอไรด์เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการสะสมคั่งในตับดังนั้นก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่รับประทานอาหารที่มีแป้งเเละน้ำตาลมากจนเกินไปนอกจากนี้เเล้วขนมหวานน้ำหวานน้ำอัดลมที่มีปริมาณน้ำตาลสูงก็ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอ้วนเเละเบาหวานได้อีกด้วยนะคะ 

หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัดไม่ว่าจะเป็นอาหารรสเผ็ดจัดมันจัดเปรี้ยวจัดหรือหวานจัดเเต่ควรหันมารับประทานอาหารที่มีรสชาติกลางๆเเทนจะดีกว่า 


นอกจากนี้เเล้วควรตรวจสุขภาพประจำปี เพราะหากมีน้ำหนักเกิน หรือเป็นโรคเบาหวาน อาจมีการตรวจหาภาวะไขมันพอกตับเป็นพิเศษด้วย พยายามลดหรือควบคุมน้ำหนักของตัวเอง เเละให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย หากคุณตั้งใจเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารเเล้วก็ควรที่จะตั้งใจในการลดน้ำหนักด้วย รู้ไหมค่ะว่าหากลดน้ำหนักของคุณลงได้5 - 10 % ก็จะทำให้ภาวะไขมันในตับลดลง เเละถ้าน้ำหนักลดลงมากกว่า 10 % จะทำให้การอักเสบของตับซึ่งเกิดจากภาวะไขมันพอกตับทำงานได้ดีขึ้น  เเต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรีบร้อนลดน้ำหนัก หรือหักโหมมากจนเกินไปทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ลด ก็จะสามารถลดลงได้อย่างเเน่นอนค่ะ 


เพราะในการรักษาโรคไขมันพอกตับ ยังไม่มียาที่รักษาเฉพาะเจาะจงสำหรับโรคนี้ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ การปรับเปลี่ยนเรื่องการกินอาหารเสียใหม่ กินแป้ง กินน้ำตาล เเละไขมันให้น้อยลง หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไขมันตับจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้ ส่วนการรักษาด้วยวิธีการใช้ยานั้นเเพทย์ก็จะพิจารณาตามความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเเต่ละรายนั่นเองค่ะ


เมื่อทราบเเละเข้าใจภาวะไขมันพอกตับที่เรานำมาเสนอกันมาเเล้ว หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับทุกๆ คนนะคะ เห็นไหมล่ะค่ะว่าพฤติกรรมการรับประทานอาหารนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่นๆ เลยทีเดียว หากคุณละเลยหรือไม่ให้ความสนใจในเรื่องนี้เเล้วล่ะก็ นั่นหมายความว่าอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหรือปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมาได้เหมือนกันมาป้องกันภาวะไขมันพอกตับด้วยการหันมาดูเเลเเละใส่ใจสุขภาพของเรากันดีกว่านะคะ


ติดตามเคล็ดลับเพื่อสุขภาพอื่นๆ...คลิก  >  https://www.facebook.com/youhealth.info
ติดตามช่อง youtube channel...คลิก  >  https://www.youtube.com/c/youhealthyou-health