ติดต่อโฆษณา 
menu

สุขภาพแบ่งปัน

5 เทคนิคพิชิตออฟฟิศซินโดรม

DREAM@ /

04 ก.ย. 62 14:00

6,548

5 เทคนิคพิชิตออฟฟิศซินโดรม

เชื่อหรือไม่ค่ะว่า กว่า 50% ของพนักงานออฟฟิศที่กำลังนั่งทำงาน จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์กันอยู่ ณ เวลานี้มีอาการออฟฟิศซินโดรม....เมื่อเกริ่นมาซะขนาดนี้ใครที่กำลังปวดคอ ปวดบ่า ปวดหลังกันบ้าง? เชื่อว่าพนักกงานออฟฟิศทั้งหลายคงเเย่งกันยกมือให้พรึ่บ ใครที่กำลังเกิดอาการปวดตึงที่คอเเละบ่าเป็นประจำเเล้วล่ะก็ ขอให้สันนิษฐานไว้เอาเเต่เนิ่นๆ เลยนะคะว่าคุณกำลังเข้าสู่ปัญหา"ออฟฟิศซินโดรม" (Office Syndrome) เเล้วล่ะค่ะ ว่าเเต่เอ๋! สงสัยกันบ้างหรือเปล่าค่ะว่าทำไมถึงเรียกกันว่า "ออฟฟิศซินโดรม"  นั่นก็เป็นเพราะมักจะพบกลุ่มอาการนี้ในคนที่ทำงานออฟฟิศ เเต่รู้ไหมค่ะว่าคนที่ไม่สแกนนิ้วมือ หรือตอกบัตรเข้าทำงานก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นอาการนี้ได้เหมือนกัน หากการดำเนินชีวิตของคุณต้องอยู่เเต่ในท่าเดิมๆ เเม้ว่าคุณจะนั่งทำงานอยู่ในร้านกาเเฟ หรือทำงานอยู่ที่บ้านก็ตามที คุณก็อาจตกเป็นเหยื่อของออฟฟิศซินโดรมได้เหมือนกัน


โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)  คืออาการที่เกิดจากการทำงานในท่าเดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เกิดการเสียสมดุลของกล้ามเนื้อ กระดูกข้อต่อ เอ็นเเละเส้นประสาทนอกจากนี้ก็ยังส่งผลเสียถึงระบบต่างๆ ในร่างกายของเราได้อีกด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นระบบไหลเวียนเลือด การย่อยอาหาร  รวมไปถึงการมองเห็น ทำให้นอนหลับได้ยาก ซึ่งจะเป็นอาการที่พบได้บ่อยในกลุ่มมนุษย์ออฟฟิศ ที่นั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในท่านั่งที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกต้อง ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เเละนั่นก็เป็นที่มาของอาการปวดหลัง  ปวดคอ ปวดหัว ปวดตา หรืออาการชาที่มือเเละที่เเขนได้เหมือนกัน


ซึ่งหากพูดถึงอาการออฟฟิศซินโดรมนั้นก็มีหลากหลายมาก โดยอาจเริ่มตั้งเเต่มีอาการเบาๆ คือในส่วนของกล้ามเนื้อคอ บ่าหลังอักเสบ ไปจนถึงพังผืดทับเส้น ปวดข้อมือ ข้อศอกนิ้วล็อก เเละที่หนักเลยก็คือ กระดูกคอเเละหลังทับเส้น คนที่มีเกิดอาการปวดเมื่อย ตึง หรือร้าวกล้ามเนื้อเเละกระดุก ควรพยายามี่จะสังเกตตัวเอง ถ้าเริ่มเป็นเเล้วส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันไม่มาก ก็ควรรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเเก้ปัญหาที่ต้นเหตุ  ซึ่งวันนี้เรามี 5 เทคนิคสำคัญที่ช่วยพิชิตอาการออฟฟิศซินโดรมมาฝากทุกคนกันค่ะ


เทคนิคที่ 1  ขยับตัว ยืดกล้ามเนื้อเเละปรับท่าท่างให้ถูกต้อง
มาเริ่มกันที่เทคนิคข้อเเรกกันก่อนเลยค่ะ อย่างที่เราบอกไปเเล้วว่าอาการปวดตึงตามจุดต่างๆ เกิดจากการที่จะต้องทำอะไรอยู่กับที่ หรืออยู่ในท่าเดิมนานๆ ยิ่งหากเป็นท่าทางที่ผิดด้วยเเล้วจะยิ่งทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น  ดังนั้นหากคุณรู้สึกกว่าเมื่อย หรือตึงอวัยวะส่วนใดก็ตาม  ควรลุกขึ้นขยับร่างกายหรือยิดกล้ามเนื้อบ้าง จะช่วยป้องกันอาการออฟฟิศซินโดรมได้ในระยะยาว 


เทคนิคที่ 2 ปรับอุปกรณ์ในออฟฟิศให้เหมาะพอดีกับสรีระของคุณ
ข้อนี้ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญมากๆ เลยก็ว่าได้ค่ะสำหรับการแก้ปัญหาออฟฟิศซินโดรม 
  เพราะสิ่งเเวดล้อมรอบตัวของเราล้วนเเต่ส่งผลต่ออาการออฟฟิศซินโดรมทั้งนั้นก่อนอื่นเลยคุณต้องปรับระดับความสูงของเก้าอี้เเละโต๊ะทำงาน  รวมถึงการจัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม  ควรปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา ห่างออกไปประมาณ 2 ฟุต  ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ  15 องศา  เเละปรับเเสงหน้าจอไม่ให้สว่างจนเกินไป เเต่ก็ไม่ใช่มืดจนเกินไปจนคุณต้องเข้าไปเพ่ง  ส่วนเก้าอี้ไม่ควรเป็นเเอ่งหรือยวบย้วยจนเกินไป ปรับองศาให้พอดีกับโต๊ะ ไม่รู้สึกว่าต้องยกตัวหรือโน้มต้วจนเกินไปเวลาทำงาน นั่งเเล้วเท้าต้องวางบนพื้นได้พอดี หากเท้าไม่ถึงพื้นต้องมีที่รองเท้ามาช่วยเสริม 


เทคนิคที่ 3 ออกกำลังกายเพิ่มความเเข็งเเรง เเละยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ
ลองสังเกตดูนะคะว่าในออฟฟิศเดียวกัน  ทำไมมีทั้งคนที่ชอบบ่นว่าปวดหลังโน่นนี่นั่นอยู่บ่อยๆ ในขณะเดียวกันก็ไม่มีคนที่จะเคยบ่นเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ นั่นก็เป็นเพราะความเเข็งเเรงเเละความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ รวมถึงร่างกายของเเต่ละคนที่ไม่เท่ากัน คนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะเเข็งเเรงเเละยืดหยุ่นกว่า  ดังนั้นโอกาสที่จะเป็นออฟฟิศซินโดรมจึงน้อยกว่า ดังนั้นหากคุณไม่อยากตกเป็นเหยื่อของอาการออฟฟิศซินโดรมเเล้วล่ะก็ต้องเร่งเสริมสร้างกล้ามเนื้อเเละร่างกายให้เเข็งเเรงด้วยการออกกำลังกายเถอะนะคะ

 
เทคนิคที่ 4 พักสายตาบ้าง ลุกเปลี่ยนท่านั่งทุกๆ 20 นาที 
อวัยวะเเต่ละส่วนของร่างกายเราหากใช้งานอย่างหนักหน่วงเเล้วก็ย่อมต้องการเวลาพักผ่อนหรือฟื้นฟูให้กลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง  สายตาของเราก็เหมือนกันค่ะโดยเฉพาะเหล่าพนักงานออฟฟิศนั้นที่จะต้องใช้สายตาอย่างจดจ่ออยู่เเต่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์นั้นยิ่งต้องการเวลาในการพักผ่อน  ดังนั้นพึงระลึกไว้ว่าไม่ว่าคุณเร่งรีบงานที่กองอยู่ตรงหน้ามากเเค่ไหนก็ต้องหยุดพักจาหหารจ้องหน้าจอบ้าง  อย่างน้อยทุกๆ 15 นาที ที่เราจ้องจอ ให้มองไปที่อื่นไกลๆ ที่ไม่ใช่จอคอมพิวเตอร์บ้าง ถ้าเริ่มรู้สึกตาพร่า ให้ลองหลับตาเเล้วนับ1 - 10 เพื่อเป็นการพักสายตาให้กลับมาสดใสอีกครั้ง หรืออาศัยการกระพริบตาบ่อยๆ ก็ช่วยลดอาการตาเเห้งจากการจ้องคอมได้นานๆ เหมือนกัน!


เทคนิคที่ 5 ลดน้ำหนัก...ช่วยลดอาการบาดเจ็บ
เเทบไม่อยากเชื่อใช่ไหมล่ะค่ะว่าน้ำหนักตัวของเรานั้นก็มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่างมากต่อการเกิดอาการออฟฟิศซินโดรม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาการปวดที่หลังกับเข่า  ซึ่งหากน้ำหนักตัวของคุณเกินมาตรฐานด้วยเเล้วล่ะก็จะยิ่งส่งผลต่อหลังเเละเข่ามาก  ดังนั้นทางที่ดีก็คือต้องพยายามควบคุมน้ำหนัก  เพื่อเป็นการลดโอกาสของการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั่นเองค่ะ


ใครที่กำลังเริ่มสงสัยตัวเองเเล้วว่า  เรากำลังเป็นออฟฟิศซินโดรมหรือเปล่านั้นก็ให้เริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามเทคนิคที่เราเเนะนำได้เลยนะคะ โดยต้องเริ่มปรับเปลี่ยนทั้งตัวเองเเละสิ่งเเวดล้อมอื่นๆ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถนั่งทำงานได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องมานั่งทรมานกับอาการออฟฟิศซินโดรมอีกต่อไป เเต่ถ้าใครอ่านเเล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นโรคนี้เเบบจริงจังเเล้วล่ะก็ เราเเนะนำให้ปรึกษาเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษา อย่าปล่อยอาการปวดเหล่านี้ได้ไว้นานๆ เพราะอาจกลายเป็นโรคเรื้อรังจนยากที่จะรักษาได้ในอนาคตนะคะ


ติดตามเคล็ดลับเพื่อสุขภาพอื่นๆ...คลิก >  https://www.facebook.com/youhealth.info 
ติดตามช่อง Youtube Chanel...คลิก > https://www.youtube.com/c/youhealthyou-health